โดย ดร.ปราณีต งามเสน่ห์

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO 2020) รายงานว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นภาคส่วนที่ขยายตัวเร็วที่สุดในการผลิตอาหารจากสัตว์ทั่วโลก โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.3% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2561 แต่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิมมักจะนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงมลพิษทางน้ำ การทำลายระบบนิเวศในท้องถิ่นและการใช้สารเคมีมากเกินความจำเป็น การปฏิบัติดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อชุมชนท้องถิ่นที่ต้องพึ่งพาระบบนิเวศเหล่านี้เพื่อการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีการผลิตและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นจะเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งรวมถึงผลพลอยได้จากการเผาผลาญอาหาร อาหารที่ไม่ถูกกินและมูลที่สัตว์น้ำขับถ่าย ของเสียเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตราย เช่น การเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำและการทำลายระบบนิเวศทางน้ำในท้องถิ่น (Bostock 2010; Holmer 2010)
ความท้าทายเหล่านี้ส่งผลให้มีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการอาหารและทรัพยากรของโลกที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องลดผลกระทบที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม หรือกำจัดผลกระทบเหล่านี้ให้หมดไปเป็นดีที่สุด
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการ (IMTA)
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการ (Integrated Multi-Trophic Aquaculture หรือ IMTA) เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่อยู่ในลำดับชั้นของการกินอาหารที่ต่างกันในแหล่งน้ำที่เพาะเลี้ยง ซึ่งต่างจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงเดี่ยว ในระบบ IMTA นั้น ของเสียจากการเผาผลาญอาหารและอาหารที่ไม่ถูกกินจากสัตว์ในลำดับชั้นที่สูงเช่น ปลา จะถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยสัตว์ที่อยู่ในลำดับการกินอาหารชั้นต่ำกว่า เช่น หอยฝาเดียว หอยสองฝาและสาหร่ายขนาดใหญ่ ตามลำดับ วิธีการนี้ต่างจากการเพาะเลี้ยงปลาร่วมกันหลายชนิดทั่วไป ซึ่งอาจมุ่งเน้นเพียงการเพิ่มความหลากหลายของชนิดปลา โดยไม่จำเป็นต้องผสมผสานสัตว์น้ำที่เข้ากันได้เพื่อเพิ่มความสมดุลของระบบ
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบ IMTA ไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรโดยการนำของเสียมาหมุนเวียนเป็นชีวมวลที่มีคุณค่ากลับมาใช้เท่านั้น แต่ยังเพิ่มความหลากหลายของผลผลิตสัตว์น้ำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มกำไรให้กับเกษตรกร ตัวอย่างเช่น การเลี้ยงสัตว์น้ำที่เลี้ยงด้วยการให้อาหารจากภายนอก เชื่อมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดที่สามารถปรับใช้สารอาหารจากสิ่งแวดล้อมได้เอง ทำให้ของเหลือใช้จากสัตว์น้ำลำดับชั้นการกินอาหารสูงกลายเป็นทรัพยากรสำหรับสัตว์น้ำที่ลำดับชั้นต่ำกว่า การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพนี้ ทำให้ได้ผลผลิตชีวมวลรวมได้มากกว่าเมื่อเทียบกับการเพาะเลี้ยงสัตว์ชนิดเดียวที่ต้องใช้อาหารจากภายนอกระบบ
นอกจากนี้ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการ (IMTA) จัดว่าเป็นวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน และได้รับการยอมรับอย่างสูง เพราะก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านระบบนิเวศ เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงระบบนิเวศ (ecosystem approach to aquaculture, EAA) ทำให้เพิ่มความยั่งยืนของระบบโดยรวม เพิ่มการยอมรับทางสังคมและเพิ่มมูลค่าการตลาดเฉพาะกลุ่มของผลผลิต (niche products)
ตั้งแต่อดีต แนวคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงแบบผสมผสานหลายชนิดของสัตว์น้ำนั้น มีความประวัติความเป็นมาจากชาวเอเชียและตะวันออกกลาง ถึงแม้ว่าระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบ IMTA นี้ จะมีรากฐานที่คล้ายกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิดแบบดั้งเดิม (Polyculture) แต่มีข้อแตกต่างคือ IMTA เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ในลำดับชั้นของการกินอาหารที่ต่างกันในแหล่งน้ำอย่างเฉพาะเจาะจง จึงสามารถช่วยเพิ่มความสมดุลทางนิเวศภายในระบบ
ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการ (IMTA)
ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการ (IMTA) เป็นระบบที่สามารถจัดการได้หลากหลาย ทำได้ทั้งในน้ำทะเลและน้ำจืด ซึ่งเพิ่มความยั่งยืนและผลผลิตเช่นเดียวกัน ระบบการเลี้ยงในทะเล จะทำการเลี้ยงบริเวณชายฝั่งทะเลหรือในน่านน้ำห่างออกไป ส่วนชนิดของสัตว์น้ำที่เลี้ยง ได้แก่ ปลาแซลมอน ซึ่งจะเลี้ยงคู่กับสาหร่ายหรือสัตว์น้ำที่ดูดซับธาตุอาหารจากสิ่งแวดล้อม เช่น สาหร่ายเคลป์ (Kelp) และหอยทะเล โดยจะรองรับธาตุอาหารจากของเสียและสิ่งขับถ่ายจากปลา เป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มคุณภาพน้ำ (Chopin 2008) สาหร่ายจะดูดซับธาตุอาหารที่ละลายในน้ำ ในขณะที่หอยจะกรองกินทั้งอนุภาคอินทรีย์และอนินทรีย์ต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ร่วมกันส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและการฟื้นฟูทางชีวภาพของแหล่งน้ำรอบ ๆ ในขณะเดียวกัน
ในทางกลับกัน ระบบ IMTA ในแหล่งน้ำจืดก็จะสร้างในทะเลสาบ แม่น้ำ บ่อ สระน้ำหรือถังน้ำ ซึ่งมีสัตว์น้ำจืดสายพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ปลานิลหรือปลาไน เลี้ยงร่วมกับสัตว์อื่น ๆ เช่น กุ้งน้ำจืดและพืชน้ำ เช่น แหนแดง แหนเป็ดและไข่น้ำ ฯลฯ รูปแบบนี้ช่วยให้พืชดูดซับสารอาหารได้โดยตรงจากน้ำที่อุดมด้วยของเสียจากปลาและสัตว์อื่น ๆ ในขณะที่กลุ่มสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจะช่วยจัดการกับเศษสารอินทรีย์ การบูรณาการเช่นนี้ทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและควบคุมคุณภาพน้ำให้สะอาด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบ IMTA สามารถปรับใช้ได้กับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายเพื่อปรับปรุงแนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ (Kibria 2018)
แบบจำลองการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการในน้ำจืด (FIMTA)
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการในน้ำจืด (Freshwater Integrated Multi-Trophic Aquaculture หรือ FIMTA) มีประโยชน์หลายอย่าง ถือว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรในชนบทของประเทศไทย เมื่อเทียบกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการในทะเล (IMTA) ระบบการเลี้ยงแบบ FIMTA ช่วยสร้างระบบนิเวศน้ำจืดที่สมดุลโดยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับพรรณพืชน้ำหลายชนิดที่เป็นทรัพยากรที่หาได้ง่ายและสะดวกในพื้นที่ชนบท วิธีการนี้ไม่เพียงแต่จำลองกระบวนการธรรมชาติเพื่อรักษาคุณภาพน้ำ โดยใช้ของเสียจากการเลี้ยงปลาเป็นแหล่งของธาตุอาหารสำหรับพืชซึ่งช่วยกรองให้น้ำสะอาดเท่านั้น แต่ระบบของการเลี้ยงแบบปิดนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการทำลายนิเวศจากมลพิษและศัตรูภายนอก FIMTA จะทำให้เกิดความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มความหลากหลายของผลผลิตจากกิจกรรมผสมผสานที่นำมาเลี้ยงร่วมกัน เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ เช่น ปลานิล ปลาไน ปลาเศรษฐกิจอื่น ๆ กุ้ง หอย และสาหร่ายหรือพืชน้ำท้องถิ่นที่บริโภคได้ในท้องถิ่น ทำให้เพิ่มผลผลิตที่หลากหลาย ไม่ขึ้นอยู่กับสินค้าชนิดเดียว การผสมผสานวิถีเกษตรแบบดั้งเดิมกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสมัยใหม่นี้น่าจะได้รับการยอมรับจากชุมชนได้ง่ายและยังสอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น จะส่งผลให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสานหลายชั้นแบบบูรณาการในน้ำจืดเป็นตัวเลือกที่ยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมสำหรับชุมชน (Shah 2018)
ประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจของ IMTA
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการ ช่วยเพิ่มความยั่งยืนของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเอื้อประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลักสำคัญ การนำเศษเหลือและของเสียจากการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง ไปเป็นทรัพยากรที่เป็นประโยชน์สำหรับสัตว์และพืชน้ำชนิดอื่น เป็นการลดการพึ่งพาอาหารและปุ๋ยจากภายนอก ซึ่งทำให้ลดรอยเท้านิเวศ (ecological footprint) ในระบบนี้จะใช้กุ้ง หอยและสาหร่ายทะเลหรือสาหร่ายน้ำจืด เพื่อช่วยฟื้นฟูทางชีวภาพด้วยการกรองกินสารอินทรีย์และอนุภาคต่าง ๆ ทำให้น้ำสะอาดขึ้นและลดมลภาวะ นอกจากนี้ IMTA ยังเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในลักษณะที่เป็นการจำลองระบบนิเวศธรรมชาติ ทำให้สภาพแวดล้อมทางน้ำมีความยืดหยุ่นและเสถียรมากขึ้น
นอกจากประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการ (IMTA) ยังให้ประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมาก ระบบนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจโดยการเก็บเกี่ยวและขายผลผลิตหลากหลายชนิด ทำให้เพิ่มความสามารถในการทำกำไรและลดความเสี่ยงด้านการตลาด ยิ่งไปกว่านั้น การที่มีน้ำสะอาดและระบบนิเวศที่สมบูรณ์ จะส่งเสริมภาคเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและการจับสัตว์น้ำเพื่อสันทนาการ IMTA ยังสร้างโอกาสและอาชีพสำหรับแรงงานที่มีความชำนาญเฉพาะด้านและการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในชุมชนชนบทและชายฝั่งทะเล
สรุปและข้อเสนอแนะ
ความสำคัญของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการ อยู่ที่ประสิทธิภาพของการนำสิ่งเหลือใช้และของเสียจากการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดหนึ่งไปเป็นทรัพยากรที่มีประโยชน์สำหรับสัตว์หรือพืชชนิดอื่น ๆ วิธีการนี้ส่งเสริมการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีศักยภาพในการลดต้นทุน สร้างผลผลิตที่หลากหลาย กระจายความเสี่ยง นำไปสู่การบริหารจัดการที่ยั่งยืนและได้รับการยอมรับทางสังคม
กระบวนการทางชีวภาพและเคมีในระบบการเลี้ยงแบบ IMTA ช่วยส่งเสริมความสมดุลของระบบนิเวศแหล่งน้ำและปรับปรุงคุณภาพน้ำ การเลือกชนิดของสัตว์น้ำและการจัดการจำนวนประชากรของสัตว์ทั้งหมดให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม จะทำให้ระบบนิเวศมีความสมดุลและมีเสถียรภาพ
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการ (IMTA) สามารถดำเนินการได้ทั้งในทะเลและน้ำจืด และถูกออกแบบเพื่อ: (1) ลดการพึ่งพาปัจจัยผลิตจากภายนอก (2) เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ธาตุอาหารและพลังงานภายในวงจรการผลิตเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ (3) จำกัดการสูญเสียธาตุอาหารในน้ำ ตะกอนและอากาศโดยการลดของเสียและบรรเทาผลกระทบของการสะสมอินทรียสาร (4) เพิ่มความหลากหลายของผลผลิตและช่วยให้มีรายได้ที่มั่นคง ทำให้ลดการพึ่งพาผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว และ (5) เพิ่มความหลากหลายของการใช้และการถ่ายทอดสารอาหารในระบบนิเวศที่มีลำดับชั้นของการกินอาหารหลายระดับ
การที่ระบบ IMTA มีประสิทธิภาพสูงในการใช้สารอาหารจากของเสียไปผลิตสัตว์และพืชน้ำได้หลากหลายชนิด แทนการปล่อยให้เป็นมลพิษเข้าสู่สิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นถึงบทบาทของ IMTA ในการรักษาคุณภาพน้ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการ (IMTA) ได้เสนอวิธีการที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยจัดการทั้งปัญหาทางสิ่งแวดล้อมและสังคม อย่างไรก็ตามการดำเนินการต้องมีการวางแผนและการจัดการอย่างละเอียด ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรพิจารณาจากคำแนะนำต่อไปนี้
การวิจัยและพัฒนา: ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงระบบ IMTA ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและการผสมผสานสัตว์ชนิดต่าง ๆ
การสนับสนุนนโยบาย: รัฐบาลควรให้การสนับสนุนนโยบายสำหรับ IMTA รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรนำระบบนี้มาใช้
การศึกษาและการฝึกอบรม: ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรลงทุนในการศึกษาและการฝึกอบรมเพื่อทำให้เกษตรกรมีทักษะที่จำเป็นในการดำเนินการ IMTA
การรับเอาแนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชั้นแบบบูรณาการหรือ IMTA มาปฏิบัติ ทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีความยืดหยุ่นและยั่งยืนซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อมนุษย์และโลกของเรา
