การใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดย ดุษฎี ศรีธาตุ และ อมรรัตน์ รังสิวิวัฒน์

Image by Merc67 from iStock.

การผลิตและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญและส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร ในปี 2018 การผลิตปลาที่เลี้ยงในฟาร์มทั่วโลกอยู่ที่ 82.1 ล้านตันและสัดส่วนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในการผลิตปลาในเอเชีย (ไม่รวมประเทศจีน) สูงถึงร้อยละ 42.0 (FAO 2020) Bภายในปี 2030 การผลิตสัตว์น้ำทั้งหมดร้อยละ 90 จะถูกใช้สำหรับการบริโภคของมนุษย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากปี 2020 ซึ่งหมายความว่าการบริโภคสัตว์น้ำต่อหัวประชากรต่อปีจะเพิ่มขึ้นจาก 20.2 กิโลกรัมในปี 2020 เป็น 21.4 กิโลกรัมในปี 2030 (FAO 2022) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เกษตรกรจึงมีการเลี้ยงสัตว์น้ำที่หนาแน่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความหนาแน่นสูงขึ้นกลับมีความสัมพันธ์กับการระบาดของโรคที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการเกิดโรคติดเชื้อส่งผลกระทบต่อการผลิตสัตว์น้ำทั่วโลก ก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ฟาร์มเพาะเลี้ยงมีความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย ปรสิตและไวรัส นอกจากนี้ความแปรปรวนของสภาพอากาศ คุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสมและการได้รับปริมาณสารอาหารที่ไม่คงที่ ล้วนทำให้สัตว์น้ำเกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันลดลงและอ่อนแอ นำไปสู่การเพิ่มโอกาสในการติดโรคได้ง่าย เกษตรกรจึงมีการใช้เคมีบำบัดและยาปฏิชีวนะในฟาร์ม ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการผลิตสัตว์น้ำ ทั้งในด้านการระบาดของโรค สายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะและการสะสมของยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม (Awad 2017) นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะที่แพร่กระจายไปยังดินและน้ำ ยังส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกลดลงอย่างมาก อีกทั้งสารตกค้างที่หลงเหลือสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ดังนั้น การใช้พืชสมุนไพรเป็นวิธีการรักษาทางเลือกสามารถช่วยลดหรือหยุดการใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีได้ ซึ่งมีข้อดีอย่างมากเนื่องจากพืชสมุนไพรเป็นประโยชน์ในการจัดการโรคในสัตว์น้ำในลักษณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยสำหรับเกษตรกรและผู้บริโภค แนวทางการใช้พืชสมุนไพรบำบัด (Phytotherapy) จึงมีศักยภาพในการสร้างความยั่งยืนในการผลิตเลี้ยงสัตว์น้ำ

พืชสมุนไพรเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

พืชสมุนไพรบำบัด (Phytotherapy) เป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับและมีประโยชน์แทนการใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมี เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ มีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พืชสมุนไพรหลากหลายชนิดได้รับการศึกษาถึงประสิทธิภาพในการรักษาโรคในสัตว์น้ำ พืชเหล่านี้สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น และสามารถใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สด แห้ง บดเป็นผง และผลิตภัณฑ์เช่น น้ำสกัด สารสกัด หรือ น้ำมันหอมระเหย (Raman 2017) วิธีการใช้งานรวมถึงการฉีด การแช่ และการผสมในอาหาร การฉีดเหมาะสำหรับสัตว์น้ำขนาดใหญ่ การแช่เหมาะสำหรับสัตว์น้ำขนาดเล็ก ในขณะที่การผสมในอาหาร ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมที่สุด เหมาะสำหรับสัตว์น้ำทุกขนาด (Mbokane 2022; Potiwong 2020)

พืชสมุนไพรมีส่วนประกอบและสารออกฤทธิ์ที่หลากหลาย เช่น พอลิแซ็กคาไรด์ อัลคาลอยด์ สเตียรอยด์ ฟีนอลลิก แทนนิน เทอร์พีนอยด์ ซาโปนิน ไกลโคไซด์ ฟลาโวนอยด์ กรดอินทรีย์ รวมถึงกรดอะมิโน คาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุ และวิตามิน (Manjula 2021; Potiwong 2020) พืชเหล่านี้ถูกนํามาใช้อย่างแพร่หลายเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโต กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านจุลชีพก่อโรค (Chitmanat 2005; Pu 2017; Li 2022; Zhang 2022).

ตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโต

เมื่อนำสารสกัดจากใบมะขาม (Tamarindus indica) ผสมกับอาหารผงในอัตราส่วน 1% และให้ปลานิลวัยอ่อนกินในปริมาณ 3% ของน้ำหนักตัวเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตและการย่อยอาหารของปลานิลวัยอ่อนจะเพิ่มขึ้น (Adeniyi 2021) ขณะที่สมุนไพรบางชนิดสามารถใช้เป็นแหล่งโปรตีนหรือทดแทนโปรตีนบางส่วนได้ เช่น ใบมะรุม (Moringa oleifera) และใบมันเทศ (Ipomoea batatas) ซึ่งมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 27.51% และ 25.39% ตามลำดับ (Oduro 2008) การใช้สารสกัดจากบอระเพ็ด (Artemisia annua) ผสมในอาหารในปริมาณ 5 กรัมต่อกิโลกรัมเป็นเวลา 70 วัน ในการเลี้ยงปลาไน (Cyprinus carpio) ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเจริญเติบโตและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น (Hoseini 2022)

ตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ว่านหางจระเข้ (Aloe barbadensis) มีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ โดยการผสมผงว่านหางจระเข้ 5 กรัมละลายในน้ำสะอาดสำหรับผสมในอาหาร 1 กิโลกรัม เพื่อให้อาหาร 3% ของน้ำหนักตัวต่อวัน วันละ 3 มื้อ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ส่งผลให้ปลาเรนโบว์เทราท์ (Oncorhynchus mykiss) น้ำหนักประมาณ 10 กรัม มีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น แต่เมื่อเพิ่มสัดส่วนของผงว่านหางจระเข้ในอาหารเป็น 15 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม จะส่งผลให้ดัชนีที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือดแดงดีที่สุด และกระบวนการที่เม็ดเลือดขาวใช้ผลิตซุปเปอร์ออกไซด์แอนไอออนเพื่อทำลายเชื้อโรคในร่างกาย (Leukocyte respiratory burst activity) ทำให้ดัชนีภูมิคุ้มกันที่ไม่เฉพาะเจาะจงดีขึ้น สามารถลดการติดเชื้อราน้ำในกลุ่มซาโปรเลกเนีย (Saprolegnia parasitica) ได้ดีที่สุด (Mehrabi 2019)

ตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรเพื่อต้านจุลชีพก่อโรค

กระเทียม (Allium sativum) มีสารในกลุ่มอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านการติดปรสิตภายนอก จำพวกเห็บระฆัง (Trichodina sp.) และปลิงใส (Gyrodactylus sp.) จากการทดสอบในปลานิลแปลงเพศ (Oreochromis niloticus) อายุ 48 วัน ที่ติดเชื้อปรสิตเหล่านี้ในบ่อทดลองได้ทำการแช่ปลาในน้ำที่มีน้ำมันกระเทียม 3 มิลลิลิตร/ลิตร เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นเลี้ยงในบ่อดินที่มีความหนาแน่น 850 ตัว/ตร.ม. เป็นเวลา 7 วัน วิธีนี้ลดการติดเชื้อได้ 65% เมื่อใช้กระเทียมสดบดละเอียดละลายในน้ำที่ความเข้มข้น 300 มิลลิกรัม/ลิตร และใช้แช่ปลาที่ติดเชื้อในบ่อดินเป็นเวลา 7 วัน ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการติดเชื้อได้ 75% (Abd El-Galil 2012)

ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) เป็นองค์ประกอบหลักออกฤทธิ์ทางชีวภาพเพื่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย เมื่อผสมสารสกัดแอนโดรกราโฟไลด์อัตราส่วน 0.1% ในอาหารเพื่ออนุบาลปลายี่สกเทศ (Labeo rohita) เป็นเวลา 42 วัน ผลกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ไม่เฉพาะเจาะจง สามารถลดการติดเชื้อแบคทีเรีย Aeromonas hydrophila ดีที่สุด และส่งผลให้ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตดีขึ้นและมีอัตรารอดสูงถึง 74% (Basha 2013) นอกจากนี้สมุนไพรจำพวกขมิ้น (Curcuma longa) มีสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย Vibrio harveyi ในการเลี้ยงกุ้งขาว (Litopenaeus vannamei) ขนาด 10-12 กรัม/ตัว ความหนาแน่น 5 ตัว/ตารางเมตร ที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมสารสกัดขมิ้น 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (Vanishkul 2010)

ข้อจำกัดของการใช้พืชสมุนไพรในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

การใช้สมุนไพรในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีข้อจำกัดหลายประการที่ต้องพิจารณาเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ ดังนี้

ความแปรปรวนของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ: พืชสมุนไพรมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้อาจเกิดจากแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ วิธีการสกัด และการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว ความแปรปรวนนี้สามารถจำกัดความสม่ำเสมอและประสิทธิผลของสารออกฤทธิ์ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการแต่ละการใช้งานมีความแตกต่างกัน

ปัจจัยการใช้งานและปริมาณการใช้: การใช้พืชสมุนไพรในอาหารสัตว์น้ำต้องพิจารณาปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากการใช้ในปริมาณที่สูงเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของสัตว์น้ำ ตัวอย่างเช่น การใช้กระเทียมที่ 0.5% สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของปลาสเตอร์เจียน แต่ที่ 1% จะไม่ให้ประโยชน์เพิ่มเติมและอาจสิ้นเปลืองได้ (Awad 2017).

สารตกค้างและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม: แม้ว่าสมุนไพรจะมีคุณสมบัติต้านจุลชีพและต้านอนุมูลอิสระ แต่การใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดสารตกค้างในสิ่งแวดล้อมและอาจมีผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว

สมุนไพรอาจไม่เหมาะสมกับการจัดการฟาร์มทุกรูปแบบ: แม้ว่าสมุนไพรจะมีคุณสมบัติที่หลากหลาย เนื่องด้วยฟาร์มเพาะเลี้ยงมีรูปแบบที่แตกต่างกันตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ บริบทของแต่ละพื้นที่มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เกษตรกรควรเรียนรู้และปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของฟาร์มตนเอง

คำแนะนำสำหรับเกษตรกร

สำหรับเกษตรกรที่สนใจใช้พืชสมุนไพรในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควรพิจารณาดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 การวิจัย: เกษตรกรควรค้นหาข้อมูลและทรัพยากรที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น

ขั้นตอนที่ 2 การทำนายและการจัดการโรค: เกษตรกรควรเตรียมความพร้อมสำหรับโรคหรือปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อฟาร์มของตน เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนที่ 3 การเลือกพืชสมุนไพร: เกษตรกรควรเลือกพืชสมุนไพรที่เหมาะสมกับโรคเฉพาะ และใช้ในปริมาณและความเข้มข้นที่ถูกต้อง วิธีการใช้ เช่น การผสมในอาหาร การฉีด หรือการแช่ ควรเหมาะสมกับชนิดและขนาดของสัตว์น้ำ

ขั้นตอนที่ 4 การจัดหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้: เกษตรกรควรจัดหาพืชสมุนไพรคุณภาพจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือปลูกเอง เพื่อใช้ในฟาร์มโดยตรง

สรุป

การใช้พืชสมุนไพรในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมี โดยเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนความยั่งยืนทางนิเวศวิทยา เนื่องจากพืชสมุนไพรหลายชนิดสามารถพบได้ตามธรรมชาติหรือปลูกเพื่อใช้โดยตรง เกษตรกรจึงสามารถพึ่งพาตนเองได้ เกษตรกรควรปรับการใช้พืชสมุนไพรให้เหมาะสมกับบริบทของฟาร์มของตน และด้วยวิธีนี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้อย่างเต็มที่