ไบโอชาร์: อัตถประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดย อมรรัตน์ รังสิวิวัฒน์

Image by Tioloco from iStock.

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะแหล่งผลิตอาหารและรายได้สำหรับประชากรทั่วโลก อย่างไรก็ตาม กิจกรรมนี้ยังต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายที่หลากหลาย อาทิ ปัญหามลพิษทางน้ำ การสะสมของธาตุอาหารและสารอินทรีย์ส่วนเกินในบ่อเลี้ยง รวมถึงต้นทุนการบริหารจัดการที่สูง คุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสมมักส่งผลให้เกิดโรคระบาดและปัญหาสุขภาพสัตว์น้ำ ทำให้การจัดการฟาร์มให้ยั่งยืนกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรรายย่อย นอกจากนี้ หากขาดระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างของเสียในปริมาณมากและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งล้วนส่งผลต่อความยั่งยืนของระบบการผลิตสัตว์น้ำในระยะยาว

แนวทางหนึ่งที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคือ การใช้ ถ่านชีวภาพหรือไบโอชาร์ (Biochar) ซึ่งเป็นวัสดุที่ได้จากการเผาไหม้ชีวมวลจากพืช เช่น แกลบข้าวหรือไม้ไผ่ ผ่านกระบวนการไพโรไลซิส (pyrolysis) ในสภาวะที่มีออกซิเจนจำกัด ซึ่งไบโอชาร์มีคุณสมบัติในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยสามารถดูดซับสารอาหารส่วนเกินในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยลดการสะสมแอมโมเนีย ไนไตรท์และสารพิษอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนจากการลดการใช้สารเคมีและเทคโนโลยีบำบัดน้ำที่มีราคาแพง นอกจากนี้ ไบโอชาร์ยังสามารถใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์น้ำ ช่วยเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุ ส่งเสริมการเจริญเติบโตและช่วยปรับปรุงสุขภาพสัตว์น้ำให้ดีขึ้นได้ (Amjad 2024; Konduri 2024) อีกทั้งการนำไบโอชาร์มาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บคาร์บอนในดินลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี (Santos 2022; Mosa 2023)

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการอธิบายบทบาท ประโยชน์ และการนำไบโอชาร์มาประยุกต์ใช้ในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับเกษตรกรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม ตลอดจนชี้ให้เห็นช่องว่างในการวิจัยปัจจุบันและความเป็นไปได้ในการพัฒนาในอนาคต เพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ไบโอชาร์ – ถ่านชีวภาพที่ไม่ใช่ถ่านชาร์โคล

ไบโอชาร์ และถ่าน (Charcoal) มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในด้านกระบวนการผลิตและเป้าหมายการใช้งาน ไบโอชาร์นั้นผลิตโดยกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) หรือการสลายตัวด้วยความร้อนในช่วงอุณหภูมิประมาณ 300-700°C แม้ว่าบางงานวิจัยจะมีการศึกษาที่ใช้อุณหภูมิสูงถึง 800°C (Sait 2025) กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมปริมาณออกซิเจน ส่งผลให้ได้วัสดุที่มีโครงสร้างเป็นรูพรุนสูง ทำให้เหมาะสมสำหรับการใช้ปรับปรุงคุณภาพดิน กักเก็บคาร์บอน และนำไปใช้ในการบำบัดน้ำเสีย ในทางตรงกันข้าม ถ่านได้จากกระบวนการคาร์บอไนเซชัน (Carbonization) โดยการให้ความร้อนชีวมวลในช่วงอุณหภูมิปานกลางถึงสูง ประมาณ 400-900°C ภายใต้สภาวะที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำหรือไม่มีออกซิเจนเลย วัสดุที่ได้จากกระบวนการนี้จึงมีลักษณะที่แข็งแรงกว่า และมีความหนาแน่นของคาร์บอนสูงกว่าไบโอชาร์ นิยมใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือใช้เพื่อกรองอากาศในภาคอุตสาหกรรม (Waluyo 2025)

ไบโอชาร์ มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายทั้งในภาคเกษตรกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการจัดการสิ่งแวดล้อม เหมาะกับการใช้งานทั้งระดับรายย่อยและเชิงพาณิชย์ โดยมีจุดเด่นในการเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้เกิดมูลค่า ช่วยลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

ประโยชน์ของไบโอชาร์ในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ไบโอชาร์เป็นเครื่องมือสำคัญในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยช่วยในการกักเก็บคาร์บอน การจัดการธาตุอาหาร และการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางชีวภาพ (bioremediation)

โครงสร้างคาร์บอนที่มีความเสถียรของไบโอชาร์ช่วยในการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว ซึ่งมีส่วนช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อีกทั้งไบโอชาร์สามารถชะลอการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ ส่งผลให้มีการกักเก็บคาร์บอนในระบบนิเวศน้ำได้เพิ่มขึ้น (Santos 2022; Mosa 2023) นอกจากนี้ ไบโอชาร์ยังสามารถดูดซับธาตุอาหารส่วนเกิน เช่น แอมโมเนีย ไนไตรต์ ไนเตรต และฟอสเฟต ช่วยลดการสะสมของสารพิษ ป้องกันการเกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน (eutrophication) ทำให้สภาพแวดล้อมในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีความสมดุลและเหมาะสมมากขึ้นต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ (Chen 2023; Elkhlifi 2023) งานวิจัยพบว่า ไบโอชาร์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สารอาหาร โดยเพิ่มการกักเก็บไนโตรเจนและฟอสฟอรัส และลดการสูญเสียสารอาหารออกจากระบบ จึงลดการพึ่งพาการบำบัดน้ำแบบเข้มข้น และส่งเสริมแนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน (Murtaza 2023; Wojewódzki 2023)

ไบโอชาร์มีบทบาทสำคัญในกระบวนการบำบัดทางชีวภาพ โดยโครงสร้างที่พรุนของไบโอชาร์ช่วยให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์สามารถอยู่อาศัยและเจริญเติบโตได้ดี ส่งเสริมการย่อยสลายมลพิษในน้ำ (Qui 2022) นอกจากนี้ยังสามารถนำไบโอชาร์ไปใช้ร่วมกับการเติมจุลินทรีย์เฉพาะชนิดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดสารมลพิษในน้ำ และช่วยให้ระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น (Soffian 2022)

การประยุกต์ใช้ไบโอชาร์ในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ไบโอชาร์เป็นวัสดุที่มีศักยภาพในการนำมาใช้ในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำ เสริมสร้างสุขภาพของสัตว์น้ำ และลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีแนวทางการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายดังแสดงในตารางต่อไปนี้

แหล่งที่มาของ
ไบโอชาร์
การประยุกต์ใช้ผลลัพธ์
ซังข้าวโพด (Amjad 2024)ผสมในอาหาร 2% เพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการย่อยอาหาร และการดูดซึมแร่ธาตุอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น พารามิเตอร์ของเลือดดีขึ้น การดูดซึมแร่ธาตุ (Ca, Na, K, Cu, Fe, P, Zn) สูงขึ้น
เศษเหลือจากข้าวโพด (Pueyo 2022)ใช้เป็นวัสดุตัวกรองชีวภาพเพื่อลดแอมโมเนีย ไนไตรต์ หรือสารปนเปื้อนอื่น ๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบกรองลดระดับแอมโมเนียและไนไตรต์ ทำให้คุณภาพน้ำเสถียรขึ้นและสุขภาพปลาดีขึ้นและเพิ่มอัตราการรอดของปลา
ชีวมวลทั่วไป (Abakari 2020)ใช้เป็นตัวควบคุมคุณภาพน้ำและแหล่งคาร์บอนเสริมให้กับระบบไบโอฟล็อคลดของเสียไนโตรเจน คุณภาพน้ำดีขึ้น สมดุลของจุลินทรีย์เพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโตและการใช้ประโยชน์อาหารดีขึ้น
กากอ้อย (Jateen 2023)เติมลงในตะกอนบ่อเลี้ยงที่อัตรา 52 กรัม/ตร.ม. เพื่อลดแอมโมเนียและไนไตรต์เพิ่มอัตราการรอดของกุ้ง ทำให้คุณภาพน้ำเสถียรขึ้น ลดแอมโมเนียและไนไตรท์ลดความจำเป็นในการเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย
ฟางข้าว (Konduri 2024)ผสมในอาหาร 2% เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหารสำหรับกุ้งขาวภูมิคุ้มกันของกุ้งดีขึ้น ประสิทธิภาพการใช้อาหารดีขึ้น ส่งเสริมการเจริญเติบโต ลดอัตราการตาย และเพิ่มความต้านทานต่อเชื้อโรค
ระบบพืชใต้น้ำร่วมกับไบโอชาร์จากฟางข้าวสาลี (Li 2024)ผสมลงในตะกอน 1.5% เพื่อกำจัดสารมลพิษอินทรีย์ และกระตุ้นการย่อยสลายทางชีวภาพปรับปรุงคุณภาพตะกอน เพิ่มการสลายตัวของมลพิษ และเสริมสร้างความหลากหลายของจุลินทรีย์เพื่อการจัดการบ่อที่ยั่งยืน
แกลบ (Robinson 2018)ในระบบอะควาโปนิกส์ ใช้เป็นตัวปรับสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C:N) และช่วยหมุนเวียนไนโตรเจน ในน้ำดีขึ้นเพิ่มการกักเก็บไนโตรเจน ส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดความเสี่ยงของภาวะ
ยูโทรฟิเคชัน
แหล่งที่มาและการใช้ประโยชน์จากไบโอชาร์

ผลการศึกษาดังกล่าวบ่งชี้ว่า ไบโอชาร์ เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาและกุ้ง โดยช่วยให้สภาพน้ำมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้อัตราการรอดของสัตว์น้ำดีขึ้น และทำให้ระบบการผลิตมีความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการใช้งานไบโอชาร์ขึ้นอยู่กับชนิด กลวิธีการใช้งานที่เหมาะสม และสภาพแวดล้อมของฟาร์ม ที่นำไปใช้เป็นสำคัญ

ขั้นตอนการผลิตไบโอชาร์อย่างง่าย

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตไบโอชาร์

  1. ชีวมวลหรือเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เช่น แกลบข้าว กะลามะพร้าว ไม้ไผ่ หรือเศษไม้
  2. ถังโลหะหรือเตาเผา (แนะนำเป็นถังขนาด 200 ลิตร)
  3. ช่องหรือท่อสำหรับระบายอากาศ
  4. อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย (ถุงมือ หน้ากากอนามัย แว่นตานิรภัย)
  5. น้ำสำหรับหล่อเย็น
  6. ภาชนะสำหรับเก็บไบโอชาร์ที่ผลิตเสร็จแล้ว

วิธีการผลิตไบโอชาร์

  1. เตรียมชีวมวล: เลือกวัสดุชีวมวลที่ต้องการ เช่น แกลบข้าวหรือกะลามะพร้าว เตรียมโดยการตากให้แห้งเพื่อลดความชื้น จากนั้นนำมาหั่นหรือย่อยให้มีขนาดประมาณ 5–10 เซนติเมตร เพื่อให้เกิดกระบวนการไพโรไลซิสได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  2. เตรียมเตาเผา: เตรียมถังโลหะขนาดประมาณ 200 ลิตร เจาะช่องหรือท่อเพื่อระบายอากาศและควัน นำวัสดุชีวมวลที่เตรียมไว้ใส่ลงในถังให้แน่นพอดี
  3. เริ่มกระบวนการไพโรไลซิส: จุดไฟวัสดุชีวมวลและควบคุมระดับความร้อนให้คงที่ สังเกตการเปลี่ยนแปลงสีของควันที่ปล่อยออกมาเพื่อบ่งชี้ระยะของกระบวนการไพโรไลซิส โดยควันสีขาวแสดงถึงการระเหยของความชื้น (อุณหภูมิต่ำกว่า 350°C) ควันสีเหลืองบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของกระบวนการไพโรไลซิส (350-400°C) ควันสีฟ้าแสดงถึงช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการเกิดไพโรไลซิส (400-500°C) และเมื่อควันเริ่มจางหรือไม่มีควันแล้ว หมายถึงกระบวนการไพโรไลซิสได้เสร็จสมบูรณ์ (Saletnik 2022; Aon 2023; Nair 2023)
  4. ทำให้เย็นและเก็บรักษา: เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ ปล่อยให้ถังโลหะเย็นลงตามธรรมชาติ หรือใช้น้ำราดเพื่อช่วยเร่งให้วัสดุเย็นลง จากนั้นเก็บไบโอชาร์ที่ได้ไว้ในภาชนะที่แห้ง สะอาด และปิดมิดชิด พร้อมใช้งานต่อไป

ข้อจำกัดของไบโอชาร์

ความท้าทายของการใช้ไบโอชาร์ในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคือ ความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพและประสิทธิภาพในการใช้งาน ซึ่งเป็นผลมาจากความหลากหลายของวัสดุตั้งต้น และเงื่อนไขของกระบวนการ ไพโรไลซิส ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ไบโอชาร์ที่ได้มีคุณสมบัติและประสิทธิผลที่ไม่สอดคล้องกันในแต่ละระบบในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Lilli 2023) ตัวอย่างเช่น ไบโอชาร์จากไม้ไผ่อาจให้ผลแตกต่างจากไบโอชาร์ที่ผลิตจากแกลบข้าว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตและสภาวะที่เลือกใช้ (Aon 2023)

ในขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์และต้นทุนก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับฟาร์มขนาดเล็ก เนื่องจากต้นทุนในการผลิตไบโอชาร์นั้นค่อนข้างสูง ทำให้เกษตรกรอาจมองว่าการใช้งานไม่คุ้มค่า หากยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนถึงประโยชน์ในระยะยาว เช่น คุณภาพน้ำที่ดีขึ้นหรืออัตราการรอดที่สูงขึ้น (Ynfante 2024)

นอกจากนี้ ประสิทธิภาพของไบโอชาร์ยังอาจถูกจำกัดด้วยปัจจัยทางสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิน้ำ ความเค็ม และความหนาแน่นในการเลี้ยง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความสามารถในการจัดการธาตุอาหารและการดูดซับสารมลพิษของไบโอชาร์อีกด้วย

ข้อเสนอแนะ

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละภาคส่วนควรดำเนินการที่เฉพาะเจาะจง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนในระยะยาวของไบโอชาร์

เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรพิจารณาการนำไบโอชาร์มาใช้ในระบบการผลิต เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ และลดการพึ่งพาสารเคมีต่าง ๆ โดยเลือกใช้ไบโอชาร์ที่ผลิตจากชีวมวลในท้องถิ่น เช่น แกลบข้าว หรือไม้ไผ่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในน้ำ นอกจากนี้ เกษตรกรควรตรวจสอบและติดตามคุณภาพน้ำ เช่น แอมโมเนีย ไนไตรต์ และออกซิเจนละลายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินผลระยะยาวของไบโอชาร์ในการรักษาเสถียรภาพของระบบน้ำ (Ynfante 2024)

ในด้านงานวิจัย ควรมุ่งศึกษาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไบโอชาร์จากชีวมวลที่หลากหลาย เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่สม่ำเสมอและสามารถปรับปรุงคุณภาพน้ำและสมดุลจุลินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักวิจัยควรศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างไบโอชาร์กับตัวแปรสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความเค็ม และปริมาณอินทรียวัตถุในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่แตกต่างกัน (เช่น ระบบบ่อดิน ระบบหมุนเวียนน้ำ และระบบเลี้ยงแบบผสมผสานหลายชนิด) รวมถึงดำเนินการทดลองแบบควบคุมเกี่ยวกับอาหารสัตว์ที่เสริมด้วยไบโอชาร์ เพื่อศึกษาผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ (Nepal 2023)

รัฐบาลสามารถสนับสนุนการนำไบโอชาร์มาใช้โดยออกนโยบายหรือกิจกรรมที่จูงใจ ให้การฝึกอบรมด้านเทคนิค และสนับสนุนด้านงบประมาณสำหรับการจัดการฟาร์มอย่างยั่งยืน ตลอดจนจัดทำมาตรฐาน ด้านคุณภาพในการผลิตและการใช้ไบโอชาร์ให้ชัดเจน

ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารสัตว์น้ำและการบำบัดน้ำ ควรพิจารณานำไบโอชาร์ ไปผสมผสานในผลิตภัณฑ์ เช่น สารกรองน้ำที่ทำจากไบโอชาร์ ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกที่เสริมด้วยไบโอชาร์ หรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของไบโอชาร์ เพื่อเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนสารเคมีแบบดั้งเดิม โดยควรร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และทำการทดสอบประสิทธิภาพร่วมกับฟาร์มเชิงพาณิชย์ เพื่อยืนยันผลของไบโอชาร์ในการจัดการโรค การควบคุมธาตุอาหาร และประสิทธิภาพโดยรวมของฟาร์ม (Li 2024)

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน จะทำให้ไบโอชาร์กลายเป็นเครื่องมือเชิงนวัตกรรมที่สำคัญ ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ ส่งเสริมสุขภาพสัตว์น้ำทั้งปลาและกุ้ง และพัฒนาแนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีความยั่งยืน ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

บทสรุป

ไบโอชาร์ถือเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและใช้งานได้จริงในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของสภาพแวดล้อมในน้ำ สนับสนุนสมดุลของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ และช่วยส่งเสริมสุขภาพและการเจริญเติบโตที่ดีของสัตว์น้ำ ไบโอชาร์ยังเป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่า ช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มความยั่งยืนของฟาร์มได้ง่ายขึ้น โดยการใช้ชีวมวลที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น แกลบข้าว ไม้ไผ่ หรือวัสดุเศษเหลือจากเกษตรกรรม โดยเปลี่ยนวัสดุเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านกระบวนการไพโรไลซิสอย่างง่าย แนวทางดังกล่าวนี้สอดคล้องกับแนวคิดของการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ (upcycling) โดยการเปลี่ยนของเสียเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร ดังนั้น หากฟาร์มขนาดเล็กนำไบโอชาร์มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมและคำนึงถึงประโยชน์ระยะยาว จะสามารถสร้างระบบการผลิตสัตว์น้ำที่มีความยั่งยืน เกิดประโยชน์ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและการดำเนินงานของฟาร์มได้ดียิ่งขึ้น