ฟางข้าวหมัก (แซนด์วิชปลา): อาหารธรรมชาติในบ่อเลี้ยงปลา

โดย ดร.ปราณีต งามเสน่ห์

Image by Tanakornsar from Shutterstock.

การปลูกข้าวเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจการเกษตรในหลายประเทศทั่วเอเชีย อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังคงมีอยู่คือการจัดการฟางข้าว ซึ่งเป็นผลพลอยได้หลักจากการปลูกข้าว โดยมักกำจัดด้วยการเผาในที่โล่ง ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมและทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหาร

ด้วยเหตุนี้ การหมักฟางข้าวด้วยจุลินทรีย์จึงกลายเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนแทนการเผา โดยเฉพาะในงานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ฟางข้าวหมักได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าสนใจในฐานะอาหารทางเลือก และยังส่งเสริมระบบเกษตรแบบผสมผสานอีกด้วย

โดยเฉพาะในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ฟางข้าวหมักมีประโยชน์สองด้าน คือ เป็นแหล่งอาหารที่ประหยัดต้นทุน และยังช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ พร้อมทั้งส่งเสริมสมดุลทางนิเวศภายในระบบเพาะเลี้ยง บทความนี้จะกล่าวถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการเผาฟางข้าว ประวัติและวิธีการหมักฟางข้าว ตลอดจนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของฟางข้าวหมักในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการเผาฟางข้าว

การเผาฟางข้าวแบบดั้งเดิมก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (GHGs) จำนวนมาก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) และไนตรัสออกไซด์ (N2O) ซึ่งล้วนมีส่วนทำให้เกิดมลพิษทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 และ PM10) ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาระบบทางเดินหายใจและทำให้คุณภาพอากาศแย่ลง (Gadde 2009) อีกทั้งการเผายังทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินและอินทรียวัตถุ ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาวลดลง (Jain 2014)

ในทางตรงกันข้าม การหมักฟางข้าว (เช่น เพื่อนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือปุ๋ยหมัก) ช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ด้วยการหลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่งและเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ตัวอย่างเช่นการหมักแบบไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic fermentation) ช่วยลดมลพิษทางอากาศ และเพิ่มประสิทธิภาพในการหมุนเวียนธาตุอาหาร ซึ่งสนับสนุนแนวทางเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน (Chaudhary 2022)

การประยุกต์ใช้ในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

การหมักฟางข้าวเป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยใช้เพื่อสร้างแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับปลา และช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ แนวทางนี้บางครั้งเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “แซนด์วิชปลา” เนื่องจากเกิดการจัดเรียงเป็นชั้นของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ตามซอกลำต้นของฟางข้าว ซึ่งปลาสามารถกินเป็นอาหารได้

ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ฟางข้าวหมักสามารถใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตโปรตีนจากจุลินทรีย์ หรือเป็นส่วนประกอบในอาหารที่ผสมสูตรสำหรับปลาชนิดที่กินอาหารโดยวิธีกรองกิน (filter-feeding fish) หรือสัตว์น้ำจำพวกครัสเตเชียน (Zhou 2004) นอกจากนี้ ฟางหมักยังสามารถนำไปใช้ร่วมในระบบเทคโนโลยีไบโอฟลอค (biofloc) ซึ่งเป็นระบบที่รีไซเคิลของเสียและปรับปรุงคุณภาพน้ำผ่านกระบวนการของจุลินทรีย์ (Crab 2012) แนวทางเหล่านี้ช่วยส่งเสริมรูปแบบเศรษฐกิจชีวภาพแบบหมุนเวียน และลดการพึ่งพาอาหารสัตว์เชิงพาณิชย์

ประวัติโดยย่อของการใช้ฟางข้าวหมักในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

การบูรณาการฟางข้าวหมักเข้าสู่ระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสะท้อนถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับศักยภาพของฟางข้าวในฐานะทรัพยากรหมุนเวียนที่ยั่งยืน เดิมทีฟางข้าวถูกมองว่าเป็นของเสียทางการเกษตร แต่การหมักได้เปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ โดยกระบวนการนี้ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของฟางข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเพิ่มความสามารถในการย่อย และเปลี่ยนฟางให้กลายเป็นส่วนประกอบของอาหารที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การหมักยังมีบทบาทในการจัดการของเสียภายในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยนำของเหลือทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่า ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบทางนิเวศของการเลี้ยงปลา (Cao 2010) แนวปฏิบัติเช่นนี้สอดคล้องกับหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการแปรรูปของเสีย

การหมักยังช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีนของฟางข้าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อใช้โพรไบโอติกส์เฉพาะทาง (Sarungu 2020) นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมสารอาหาร ทำให้อาหารย่อยง่ายขึ้นและน่ากินมากขึ้น ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของสัตว์น้ำ (Siddik 2024)

ขั้นตอนการหมักฟางข้าวสำหรับใช้ในบ่อเลี้ยงปลา

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเขต 1 (เชียงราย) กรมประมง (DOF) ได้เผยแพร่สูตรการหมักฟางข้าวเพื่อใช้ในบ่อเลี้ยงปลา โดยมีขั้นตอนทั่วไปดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: การเก็บและเตรียมฟางข้าว เก็บฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยว หั่นเป็นท่อนขนาดประมาณ 5–10 เซนติเมตรเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส แล้วนำไปแช่น้ำเป็นเวลา 12–24 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 2: การเตรียมส่วนผสมสำหรับหมัก โดยใช้ฟางข้าวที่หั่นแล้วจำนวน 100 กิโลกรัม ผสมกับกากน้ำตาล 2–3 กิโลกรัม ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งคาร์บอน และยูเรีย 1–2 กิโลกรัม ซึ่งเป็นแหล่งไนโตรเจน เติมจุลินทรีย์ EM หรือจุลินทรีย์ที่มีแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสร่วมกับยีสต์ปริมาณ 1 ลิตร แล้วเติมน้ำสะอาดประมาณ 30–40 ลิตร คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนชุ่มทั่ว

ขั้นตอนที่ 3: การหมักแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Fermentation) โดยนำส่วนผสมที่เตรียมไว้บรรจุลงในภาชนะที่ปิดสนิท เช่น ถังพลาสติก ถุงหมัก หรือหลุมหมักที่มีการปิดคลุมแน่นหนา แล้วปล่อยให้หมักนานประมาณ 7–14 วัน ทั้งนี้ระยะเวลาอาจปรับเปลี่ยนได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้นของสิ่งแวดล้อม

ขั้นตอนที่ 4: การนำไปใช้ในบ่อเลี้ยงปลา หลังจากหมักเสร็จ ฟางข้าวหมักสามารถนำไปใช้ในบ่อเลี้ยงปลาได้หลายวิธี เช่น การใส่ลงในบ่อโดยตรงในอัตรา 100–200 กิโลกรัมต่อไร่ (1 ไร่ = 1,600 ตารางเมตร) เพื่อกระตุ้นการเกิดของจุลินทรีย์และแพลงก์ตอนพืชซึ่งเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติ การใช้ในรูปแบบปุ๋ยหมักเพื่อเตรียมบ่อก่อนปล่อยลูกปลา หรือการผสมฟางหมักกับอาหารปลาเพื่อใช้เป็นอาหารทดแทนบางส่วน โดยเฉพาะสำหรับปลาชนิดกรองกิน เช่น ปลานิลหรือปลาตะเพียน ซึ่งวิธีหลังนี้ยังช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในระบบ และเสริมสร้างคุณภาพน้ำผ่านการหมุนเวียนธาตุอาหาร (Edwards 1993; Zhou 2004)

คุณค่าทางโภชนาการของฟางข้าวหมักในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ฟางข้าวหมักมีคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์หลายประการต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมการเจริญเติบโตและสุขภาพของสัตว์น้ำ กระบวนการหมักช่วยปรับปรุงคุณค่าทางอาหารของฟางข้าวอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ฟางข้าวกลายเป็นวัตถุดิบอาหารที่มีมูลค่าสูง จากการศึกษาพบว่าการหมักสามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนในฟางข้าวจากประมาณ 5.86% เป็นมากกว่า 13% (Begum 2013) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของปลา โปรตีนจากจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการหมักมีความสามารถในการย่อยได้สูงถึง 55% ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อโภชนาการของปลา (Han 1975) นอกจากนี้ ฟางข้าวหมักยังมีปริมาณแร่ธาตุที่จำเป็นในระดับสูงกว่าฟางดิบ ได้แก่ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของปลา (Begum 2013)

ในด้านประสิทธิภาพของอาหาร ปลาได้รับอาหารที่มีส่วนผสมของฟางข้าวหมักมีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR) และอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ (SGR) ที่ดีกว่าปลาที่ได้รับฟางดิบเป็นอาหาร (Zaid 2009) โดยโปรตีนจุลินทรีย์ที่เกิดจากกระบวนการหมักมีคุณภาพเทียบเคียงได้กับแหล่งโปรตีนทั่วไป เช่น อัลฟัลฟา ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพของสูตรอาหารโดยรวม (Han 1975)

กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ

มีตัวอย่างหลายกรณีจากภูมิภาคเอเชียที่แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ฟางข้าวหมักอย่างมีประสิทธิภาพในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ในประเทศไทย การสร้างกองปุ๋ยหมักจากฟางข้าวหมักภายในบ่อปลาเป็นแนวทางที่มีประสิทธิผลในการลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูประหว่างการเลี้ยงปลา วิธีนี้สามารถใช้ได้ทั้งในระยะอนุบาลและระยะเลี้ยงขุน โดยช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของอาหารธรรมชาติหลากหลายชนิด เช่น น้ำเขียว โรติเฟอร์ หนอนเดือนแดง และแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ซึ่งปลาสามารถกินได้โดยตรง นอกจากนี้ ปลายังสามารถกินฟางหมักหรือหญ้าแห้งที่ย่อยสลายแล้ว ซึ่งช่วยลดความต้องการอาหารสำเร็จรูปลงได้ประมาณ 30-50% สำหรับบ่อขนาด 1,600 ตารางเมตร จะใช้ฟางข้าวหรือหญ้าแห้งประมาณ 500-1,000 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต (8-12 เดือน) วิธีนี้ยังช่วยลดมลพิษจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรอีกด้วย (DOF)

ระบบเกษตรผสมผสานในเวียดนามตอนเหนือ ที่มีการปลูกข้าว-เลี้ยงปลา-เลี้ยงปศุสัตว์ ได้ใช้ฟางข้าวหมักเป็นอาหารโค พร้อมทั้งปล่อยน้ำทิ้งที่อุดมด้วยธาตุอาหารลงสู่บ่อปลา วิธีนี้ช่วยเพิ่มผลผลิตปลาขึ้น 20-25% โดยไม่ต้องใช้อาหารเสริมเพิ่มเติม เนื่องจากสามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติของบ่อและส่งเสริมการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอน ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความยั่งยืนของระบบโดยรวมผ่านการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ (Prein 2002)

ในประเทศจีน ฟางข้าวหมักทําหน้าที่เป็นทั้งปุ๋ยและสารตั้งต้นในบ่อเพาะเลี้ยงปลาคาร์พ กระบวนการสลายฟางช่วยเพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์และความพร้อมของอาหารตามธรรมชาติส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตของปลาคาร์พดีขึ้น 15-20% ระดับออกซิเจนละลายน้ำและแอมโมเนียยังคงอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย เป็นการสนับสนุนแนวทางปฏิบัติทางนิเวศวิทยาและลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป (Zhou 2004)

กรณีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ฟางข้าวหมักสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หลากหลายและในบริบททางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน

ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ฟางข้าวหมักสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อการเพาะเลี้ยงปลา โดยช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร การใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรชนิดนี้ช่วยให้เกษตรกรลดการพึ่งพาอาหารปลาที่มีราคาสูงและวัตถุดิบนำเข้า จากการศึกษา พบว่าการใช้ฟางข้าวหมักสามารถลดต้นทุนการผลิตอาหารลงได้ประมาณ 3.5-6.1 รูปีอินเดียต่อกิโลกรัม เมื่อเทียบกับวัสดุที่ไม่ผ่านการหมัก (1 รูปีอินเดีย = 0.38 บาทไทย = 0.012 ดอลลาร์สหรัฐ) (Jannathulla 2022)

กระบวนการหมักช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของฟางข้าวอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนได้สูงถึง 97% และลดปริมาณเส้นใยหยาบลง (Zaid 2009) การปรับปรุงคุณภาพอาหารนี้ส่งผลให้อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อปลาดีขึ้น อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น (Surianti 2021) ปลาที่ได้รับอาหารจากฟางข้าวหมักมีอัตราการรอดตายสูงขึ้น เติบโตได้ดีขึ้น มีความต้านทานโรคที่ดีขึ้น และดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น ประโยชน์เหล่านี้นำไปสู่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและลดต้นทุนการรักษาโรคในฟาร์ม

แม้ฟางข้าวหมักจะมีข้อดีมากมาย แต่สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาถึงความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความจำเป็นในการใช้เทคนิคการหมักที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มสารอาหาร ได้สูงขึ้น และความแตกต่างของคุณภาพทางโภชนาการที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมของการหมักที่แตกต่างกัน ความรู้และทักษะของเกษตรกรในการหมักอย่างมีประสิทธิภาพ ความแตกต่างของผลผลิตที่ได้จากการหมักในแต่ละพื้นที่

ความท้าทายในการใช้ฟางข้าวหมักอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าฟางข้าวหมักจะมีศักยภาพในการเป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์น้ำ แต่ยังคงมีความท้าทายหลายประการในการนำไปใช้จริง

ปัญหาด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาจเกิดจากสารต้านโภชนาการและการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดการกระบวนการหมักอย่างระมัดระวัง คุณค่าทางโภชนาการของฟางหมักมีความแปรผันสูง ขึ้นอยู่กับเทคนิคการหมัก ชนิดของจุลินทรีย์ที่ใช้ และองค์ประกอบของฟาง ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สม่ำเสมอและเป็นอุปสรรคต่อการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างน่าเชื่อถือ (Siddik 2024)

อุปสรรคทางเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ ความตระหนักรู้ของเกษตรกรที่ยังมีจำกัด และข้อจำกัดด้านทรัพยากร ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายและการให้ความรู้ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดำเนินงานอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ยังเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมด้านความยั่งยืนในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตของปลา ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมระบบเกษตรหมุนเวียน (Singh 2023)

นโยบายส่งเสริมการใช้ฟางข้าว

นโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมการใช้ฟางข้าวในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เป็นการเชื่อมโยงกับนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มุ่งแก้ปัญหา PM2.5 ชวนลดและงด การเผาตอซัง ฟางข้าวและเศษวัสดุทางการเกษตร โครงการที่จูงใจ การสนับสนุนทางเทคนิค และกรอบกฎหมายสามารถช่วยผลักดันให้เกิดการนำแนวปฏิบัติที่แปลงของเสียทางการเกษตรให้เป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่ามาใช้ได้อย่างแพร่หลาย การให้เงินอุดหนุนเป้าหมาย การจัดสรรงบวิจัย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนสามารถสนับสนุนการพัฒนาและการประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่ใช้ฟางข้าวเป็นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริการส่งเสริมการเกษตรยังมีบทบาทในการเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยประยุกต์กับการนำไปใช้จริงในภาคสนาม ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถแก้ไขปัญหาทางเทคนิคได้ดีขึ้น

มาตรการเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการแปรรูปฟางข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น อาหารปลา วัสดุปูพื้นบ่อ และตัวช่วยปรับคุณภาพน้ำ ซึ่งจะช่วยจัดการของเสียจากการเกษตรและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรในระบบหมุนเวียน นโยบายแบบบูรณาการยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเกษตรกรรมและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มช่องทางรายได้จากผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม

การขยายการนำฟางข้าวมาใช้อย่างแพร่หลายจำเป็นต้องอาศัยความสอดคล้องระหว่างนโยบาย เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติในท้องถิ่น รัฐบาลและหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรควรจัดอบรม ถ่ายทอดความรู้ จัดหาจุลินทรีย์เริ่มต้น และสาธิตการใช้งานจริงในพื้นที่ การบูรณาการการใช้ฟางข้าวเข้าสู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชีวภาพแบบหมุนเวียนในระดับท้องถิ่นจะช่วยสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการปลูกข้าว

บทสรุป

การผสมผสานฟางข้าวหมักเข้าสู่ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถือเป็นนวัตกรรมที่มีแนวโน้มดี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในบริบทของเกษตรกรรมที่ยั่งยืน การเปลี่ยนการจัดการฟางข้าวจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ ไปสู่กระบวนการหมักในระบบปิด ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนของเสียทางการเกษตรให้กลายเป็นทรัพยากรที่อุดมด้วยสารอาหาร การใช้ฟางข้าวหมักในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกับปลาที่มีพฤติกรรมกรองกิน เช่น ปลานิลและปลาตะเพียน มีส่วนช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ กระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ และลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป

การศึกษาด้านโภชนาการพบว่ากระบวนการหมักช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีน ความสามารถในการย่อย และองค์ประกอบของแร่ธาตุในฟางข้าว ส่งผลให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอด และประสิทธิภาพการใช้อาหารที่ดีขึ้น ในด้านเศรษฐกิจ การใช้ฟางข้าวหมักช่วยให้การเพาะเลี้ยงมีต้นทุนต่ำลง เพิ่มกำไรให้กับเกษตรกร และส่งเสริมหลักเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียน

กรณีศึกษาความสำเร็จจากหลายประเทศในเอเชียแสดงให้เห็นว่าระบบนี้สามารถปรับใช้ได้ในหลากหลายบริบททางนิเวศและเศรษฐกิจสังคม อย่างไรก็ตาม หากต้องการขยายการนำไปใช้ในวงกว้าง จำเป็นต้องจัดการกับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับความสม่ำเสมอของการหมัก การควบคุมคุณภาพ การให้ความรู้แก่เกษตรกร และการสนับสนุนเชิงนโยบาย การดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์ในด้านนโยบาย การฝึกอบรมทางเทคนิค และการมีส่วนร่วมของชุมชน จะช่วยให้ฟางข้าวหมักสามารถมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความยั่งยืนของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ลดความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างความมั่นคงในชีวิตของชาวชนบท