การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเวียดนาม

โดย Vuong Kha Tu

Image by Nguyen Minh Tam from iStock.

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลกและตอบสนองความต้องการด้านโภชนาการของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันภาคส่วนนี้มีสัดส่วนถึง 52% ของอุปทานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทั้งหมดที่บริโภคทั่วโลก (Jones 2022) ด้วยความได้เปรียบทางธรรมชาติ เช่น ระบบนิเวศที่หลากหลายและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ทวีปเอเชียเป็นศูนย์กลางสำคัญทั้งในด้านการผลิตและนวัตกรรมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยในภูมิภาคนี้มีหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตสัตว์น้ำชั้นนำ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ (Jory 2024)

รอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint ) หรือ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

มีการประเมินว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีสัดส่วนประมาณ 0.49% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทั่วโลกในปี 2017 (MacLeod 2019; MacLeod 2020) แม้ว่าสัดส่วนนี้จะดูค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก แต่ศักยภาพในการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของภาคส่วนนี้ทำให้จำเป็นต้องมีการตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด และการพัฒนากลยุทธ์การบรรเทาผลกระทบที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่ความต้องการอาหารทะเลยังคงเพิ่มขึ้น การทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้กับแหล่งอาหารที่สำคัญนี้

การดำเนินงานที่ใช้พลังงานมากที่สุด ได้แก่ การจัดการน้ำ (การสูบน้ำและการหมุนเวียนน้ำ) การผลิตอาหารสัตว์ (การจัดหา การแปรรูป และการขนส่งส่วนผสมอาหารสัตว์) และ การแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว (การทำความเย็นและการบรรจุภัณฑ์) (MacLeod 2019) นอกจากนี้ การเลือกชนิดของสัตว์น้ำยังส่งผลต่อการปล่อยคาร์บอนด้วย โดยสัตว์ชนิดที่ต้องการอาหารคุณภาพสูง และต้องควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเข้มงวดมักจะมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่า

การทำความเข้าใจความต้องการพลังงานของการดำเนินงานหลักเหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญในการระบุโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนามเป็นผู้ผลิตสัตว์น้ำชั้นนำ กำลังมุ่งมั่นที่จะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความจำเป็นในการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน การดำเนินงานด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใช้พลังงานจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไฟฟ้าสำหรับระบบการเติมอากาศและระบบสูบน้ำ ตัวอย่างเช่น ในฟาร์มกุ้ง ค่าไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากเครื่องเติมอากาศ ปั๊มน้ำ และการก่อสร้างหรือบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน (Boyd 2022) ความต้องการไฟฟ้าในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเวียดนามในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงได้เพิ่มขึ้นจาก 7,780 เมกะวัตต์ในปี 2015 เป็น 9,529 เมกะวัตต์ในปี 2024 ตามข้อมูลของการไฟฟ้าเวียดนามภาคใต้ (EVNSPC) (VietFish Magazine) ซึ่งนำไปสู่ปัญหาโครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่บางแห่งมีภาระเกินกำลัง ในขณะเดียวกัน ทั้งเวียดนามและไทยก็อยู่ภายใต้แรงกดดันที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เวียดนามได้ให้คำมั่นที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 (Ly 2022) ในขณะที่ไทยตั้งเป้าที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หลังปี 2065 (Energy Asia) ซึ่งหมายความว่า ภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเองก็ต้องมองหาแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน

ในแง่ของศักยภาพในการเปลี่ยนผ่านนั้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนมากมาย (พลังงานแสงอาทิตย์ ลมชายฝั่ง พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง และพลังงานน้ำขนาดเล็ก) และพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทที่ไม่มีโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการติดตั้งระบบโซลาเซลล์บนบ่อหรือกังหันลมในชนบท โดยรวมแล้ว ภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในแง่ของการใช้พลังงานและความจำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีแรงกดดันให้ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศและต้องใช้มาตรฐานการส่งออกที่สะอาดในด้านหนึ่ง แต่ก็มีโอกาสมากมายในการนำพลังงานสะอาดมาใช้ในอีกด้านหนึ่ง

แนวทางด้านเทคนิคเพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเวียดนาม

มีการศึกษาและนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ประหยัดพลังงานหลายอย่างมาใช้ ซึ่งรวมถึงการประยุกต์ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในฟาร์มกุ้ง การใช้ก๊าซชีวภาพจากของเสียอินทรีย์ และการนำระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดปริมาณการเปลี่ยนถ่ายน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเติมอากาศ ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานลงได้

ระบบเติมอากาศที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์: ฟาร์มกุ้งในเวียดนามได้ทดลองติดตั้งแผงโซลาเซลล์เหนือสระ เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับเครื่องเติมอากาศ งานวิจัยโดยสถาบัน Fraunhofer (ประเทศเยอรมนี) ผ่านโครงการ SHRIMPS (Solar-Aquaculture Habitats as Resource-Efficient and Integrated Multilayer Production Systems) ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม แสดงให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1 เมกะวัตต์ที่ติดตั้งในฟาร์มกุ้งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ขณะเดียวกันก็ประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับฟาร์มที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล (Vo 2021) นอกจากนี้ แผงโซลาเซลล์ที่ครอบคลุมผิวน้ำยังช่วยลดการระเหยของน้ำและป้องกันนกนักล่าได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ในจังหวัด Bac Lieu ได้มีการใช้ระบบขนาดเล็ก (แผงโซลาร์เซลล์ 85 วัตต์ 2 แผง และแบตเตอรี่ 2 ลูก) เพื่อจ่ายไฟให้กับเครื่องเติมอากาศขนาด 120 วัตต์ ไฟส่องสว่าง และปั๊มน้ำสำหรับการดำเนินงานในฟาร์มกุ้ง (Vo 2021)

การบูรณาการระบบพลังงานหมุนเวียน: บริษัทไฟฟ้าภาคใต้ (EVNSPC) ระบุว่าการเลี้ยงกุ้งมีการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งมักจะเกินขีดจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้า ทาง EVNSPC จึงแนะนำให้มีการติดตั้งแผงโซลาเซลล์ในโครงข่ายไฟฟ้าในจังหวัดสำคัญที่เป็นแหล่งผลิตกุ้ง เพื่อช่วยลดภาระของระบบโครงข่ายไฟฟ้า ทางบริษัทกำลังทดลองติดตั้งแผงโซลาเซลล์ร่วมกับมอเตอร์เติมอากาศในจังหวัด Soc Trang ซึ่งช่วยให้เกษตรกรลดค่าไฟฟ้าลงได้ ในทางปฏิบัติ แล้ว โครงการประหยัดพลังงานนี้ช่วยให้ครัวเรือนเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง 161 ครัวเรือนใน Soc Trang ลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 15% ประหยัดเงินได้ประมาณ 29,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (VietFish Magazine) ยิ่งไปกว่านั้น กังหันลมหรือพลังงานน้ำขนาดเล็ก (ในพื้นที่ที่ภูมิประเทศเอื้ออำนวย) ก็เป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มดีสำหรับการใช้พลังงานในอุปกรณ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยมีต้นทุนที่ต่ำกว่า

การอัพเกรดอุปกรณ์และการปรับปรุงงานฟาร์ม: การลงทุนในเครื่องเติมอากาศที่ประหยัดพลังงาน (มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง การออกแบบใบพัดที่ล้ำสมัย) และการนำวิธีการจัดการน้ำที่ทันสมัยมาใช้ (ระบบหมุนเวียนน้ำ เทคโนโลยีไบโอฟล็อค) ช่วยลดความจำเป็นในการเติมอากาศ ระบบการเลี้ยงแบบวงจรปิด (ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหมุนเวียน, RAS) แม้จะใช้ไฟฟ้ามากสำหรับการบำบัดน้ำ แต่ก็ช่วยให้สามารถนำความร้อนและน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมเมื่อเทียบกับการเลี้ยงในบ่อเปิด การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหลายระดับชั้นของการกินอาหาร (เช่น กุ้ง-ปลา-สาหร่ายทะเล) อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรได้เช่นกัน จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม และการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ (การอัพเกรดอุปกรณ์และการจัดการบ่อ) ภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีนัยสำคัญ (Vo 2021)

ข้อพิจารณาทางสังคม

นอกเหนือจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสนใจคือมิติทางสังคมของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลยุทธ์ต่างๆ ต้องรวมหลักความเท่าเทียมทางเพศและการมีส่วนร่วมทางสังคม (GESI) เข้าไว้ด้วย

งานวิจัยเน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญแต่มักถูกมองข้ามบทบาทของผู้หญิง ในห่วงโซ่คุณค่าของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการส่งมอบผลผลิตจากฟาร์มสู่ตลาด ซึ่งผู้หญิงมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น (Davila 2024) อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงในภาคส่วนนี้มักเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ รวมถึงการเข้าถึงข้อมูล แหล่งเงินทุน และความรู้ที่จำกัด ซึ่งซ้ำเติมด้วยบรรทัดฐานทางสังคมที่ประเมินค่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการประมงที่ต่ำเกินไป (Kusakabe 2022)

เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะเป็นไปอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงด้วยการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการตัดสินใจ และโครงการฝึกอบรมที่มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้พวกเธอสามารถรับรู้และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเวียดนามที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนนั้นขึ้นอยู่กับการนำหลักการ GESI ไปผนวกรวมในทุกแง่มุมของการดำเนินงานและการตัดสินใจ

ข้อจำกัด

แม้ว่าภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเวียดนามจะมีความคืบหน้าในการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญหลายประการที่ต้องได้รับการแก้ไข ประการแรก ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียน (RAS) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นแนวทางที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นที่สูงและทักษะทางเทคนิคเฉพาะทางในการดำเนินงานและบำรุงรักษา ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำกัดการนำไปใช้โดยเกษตรกรรายย่อย (Ahmed 2021) เช่นเดียวกับการประยุกต์ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ควรมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศด้วย (Vo 2021) นอกจากนี้ การมีส่วนของเพศยังคงมีข้อจำกัด ผู้หญิงซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแปรรูปและการจำหน่ายปลา มักถูกกีดกันออกจากการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีและการตัดสินใจ เนื่องจากบรรทัดฐานทางสังคมที่ฝังรากลึกและการขาดบริการส่งเสริมการเกษตรที่คำนึงถึงมิติทางเพศ (Davila 2024) สุดท้ายนี้ แม้ว่าระบบพลังงานหมุนเวียนต้นแบบจะช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ความสามารถในการขยายตัว ยังคงถูกขัดขวางด้วยนโยบายสนับสนุนที่ขาดความต่อเนื่อง แรงจูงใจทางการเงินที่ไม่สม่ำเสมอ และการขาดการประเมินวงจรชีวิตที่ครอบคลุมเพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนและการออกแบบนโยบาย

ข้อเสนอแนะถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

เพื่อเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรนำแนวทางการทำงานร่วมกันโดยมุ่งเน้นที่ความเท่าเทียมมาใช้ หน่วยงานภาครัฐควรจัดตั้งกลไกทางการเงิน เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, อัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in Tariff, และเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า เพื่อลดอุปสรรคด้านเงินทุนสำหรับการนำระบบ RAS และพลังงานหมุนเวียนมาใช้ (Ahmed 2021) ในขณะเดียวกัน ควรขยายโครงการเสริมสร้างศักยภาพให้กว้างขวางขึ้นผ่านการเป็นพันธมิตรกับสถาบันการศึกษา, องค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้การฝึกอบรมทางเทคนิคและการสนับสนุนการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศ โครงการต่าง ๆ ควรมีการประชาสัมพันธ์ที่คำนึงถึงมิติทางเพศ และกระตุ้นให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี, การเป็นผู้นำ และการตัดสินใจ หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระดับพหุภาคีควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชนเพื่อนำร่องการติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียนที่สามารถขยายผลและทำซ้ำได้ สุดท้าย การศึกษาอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับวงจรชีวิตและผลประโยชน์ทางการลงทุน ซึ่งประสานงานโดยสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย จะเป็นฐานข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวางแผนระยะยาวและการนำแนวทางของพลังงานสะอาดมาใช้ในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างแพร่หลาย

บทสรุป

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่ต่ำกว่าการผลิตโปรตีนจากสัตว์รูปแบบอื่น ๆ แต่ขนาดของภาคส่วนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ทำให้จำเป็นต้องมีความพยายามร่วมกันเพื่อเพิ่มความยั่งยืน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการผลิตอาหารสัตว์และการใช้พลังงาน เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมีการแก้ไข การบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นแนวทางที่มีแนวโน้มดีในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โครงการริเริ่มในเวียดนาม เช่น โครงการ SHRIMPS และโครงการประหยัดพลังงานของ EVNSPC ได้แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติและประโยชน์ที่สำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์ในฟาร์มกุ้งและปลาสวาย นอกจากนี้ แผงโซลาเซลล์แบบลอยน้ำ พลังงานลม และพลังงานน้ำขนาดเล็กก็มีศักยภาพที่จะช่วยกระจายแหล่งพลังงานหมุนเวียนในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้อีกด้วย