ผู้หญิงมุสลิมกับการอนุรักษ์ธนาคารปูม้าในภาคใต้ของประเทศไทย

โดย ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์ และ Dr. Bernadette P. Resurrección

Image by AegeanBlue from iStock.

บ้านในถุ้งเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย บริเวณอ่าวปากพนัง ห่างจากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปทางทิศตะวันออกประมาณ 25 กิโลเมตร ในทางการปกครอง หมู่บ้านแห่งนี้สังกัดอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคใต้ของประเทศไทย ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา หมู่บ้านชาวประมงมุสลิมแห่งนี้ได้เผชิญกับการทำลายทรัพยากรทางทะเลจากเรือประมงคราดหอยอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเข้ามาดำเนินการภายในระยะ 3 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง

เรือเหล่านี้ที่มักมีขนาดระวางบรรทุกรวมเกิน 50 ตันกรอส (GT) ได้กวาดทำลายพื้นท้องทะเล ทำลายแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน และพรากทั้งรายได้และอาหารไปจากชาวประมงในพ้องถิ่น ครอบครัวที่เคยเก็บหอยหรือ ปูม้าได้วันละหลายกระบุง กลับเหลือเพียงประมาณ 2–5 กิโลกรัมเท่านั้น เหล่าผู้หญิงซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการอาหารและรายได้ของครัวเรือน คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียนี้โดยตรง ท้องทะเลซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นทรัพยากรส่วนรวมทั้งในทางจิตใจและทางวัตถุ ไม่สามารถค้ำจุนการดำรงอยู่ของพวกเขาได้อีกต่อไป

เมื่อชาวประมงชายในบ้านในถุ้งออกมาประท้วงเรือเหล่านี้ในช่วงปี พ.ศ. 2550–2552 ผู้หญิงในชุมชนได้เข้าร่วมไม่ใช่ด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก หากแต่ด้วยความจำเป็น ในการก้าวเข้าสู่การฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของพวกเธอมีรากฐานมาจากจริยธรรมแห่งความห่วงใยต่อการดำรงชีพของครอบครัว จากความจำเป็นพื้นฐานเพื่อให้ชุมชนคงอยู่ต่อไปได้ และความรับผิดชอบต่อความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลตามหลักความเชื่อทางศาสนาที่เรียกว่า “Amanah” (ซึ่งหมายถึงหรือพันธสัญญาแห่งความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายจากพระผู้เป็นเจ้าให้ดูแลรักษาธรรมชาติ) การเปลี่ยนผ่านจากการอดทนอย่างเงียบเชียบไปสู่การมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะเช่นนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ของการแปรเปลี่ยนบทบาททางเพศในทางการเมืองชายฝั่งของภาคใต้ประเทศไทย

เหตุผลที่ผู้หญิงเข้าร่วมการประท้วง: บันทึกจากการสัมภาษณ์ภาคสนาม

การตัดสินใจของผู้หญิงได้รับอิทธิพลจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ศีลธรรม และสังคมที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ดังปรากฏจากการสัมภาษณ์ภาคสนาม ดังนี้

การสูญเสียอาชีพและความมั่นคงทางอาหาร: แม่บ้านวัย 58 ปีรายหนึ่งเข้าร่วมการเดินขบวนประท้วง “เพื่อต่อต้านคนนอกพื้นที่ที่ใช้เครื่องมือทำลายทรัพยากรทางทะเล” เนื่องความอยู่รอดของครอบครัวเธอพึ่งพาการประมงเรือเล็กทั้งหมด

เหตุผลเชิงศีลธรรม: ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของเรือประมงกล่าวว่า “ฉันต้องการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตทางทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู และปลา ไม่ให้ถูกทำลาย… พวกมันตายไปก่อนที่จะมีโอกาสเติบโต” สำหรับเธอ ความยั่งยืนคือพันธะทางจริยธรรม

ความรับผิดชอบในครัวเรือน: การลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำส่งผลให้เกิดวิกฤตในระดับครัวเรือน เนื่องจากผู้หญิงเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายของบ้านและโภชนาการของลูกหลาน การออกมาเคลื่อนไหวจึงเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทของงานดูแลในชีวิตประจำวัน

ความสามัคคีของชุมชน: เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนคนหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานระหว่างชาวประมงในพื้นที่กับหน่วยงานรัฐ ได้เรียกร้องให้มีกฎระเบียบสั่งห้ามการคราดหอยภายในระยะ 3 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนสามารถเข้าร่วมการประท้วงได้โดยตรง ตัวอย่างเช่นแม่ค้าขายน้ำมะพร้าวรายหนึ่งสนับสนุนการเคลื่อนไหวด้วยการจัดหาอาหารและให้ข้อมูล

ในชุมชนที่ขนบธรรมเนียมทางศาสนาจำกัดบทบาทการแสดงออกของผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะ การต่อต้านอย่างเงียบงันเหล่านี้ได้ช่วยหล่อเลี้ยงและค้ำจุนการเคลื่อนไหวในภาพรวม

จากการประท้วงสู่การฟื้นฟู

เมื่อข้อบัญญัติระดับจังหวัดในปี พ.ศ. 2552 ที่ห้ามเรือขุดหาหอยมีผลบังคับใช้ ชุมชนบ้านในถุ้งได้เปลี่ยนจากการเผชิญหน้าไปสู่การฟื้นฟูทรัพยากร ชายและหญิงในชุมชนร่วมกันก่อตั้ง “ธนาคารปูม้า” ในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (Nature-based Solution: NbS) โดยเพาะเลี้ยงและปล่อยแม่ปูที่มีไข่เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ท้องทะเล

ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้ ผู้หญิงรายหนึ่งช่วยจัดหาวัสดุ เตรียมอาหารให้กับอาสาสมัคร และนำแม่ปูม้าไปปล่อยคืนสู่ทะเล อีกรายหนึ่งรวบรวมแม่ปูม้าที่มีไข่จากชาวประมงและนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติด้วยความช่วยเหลือของสามี ขณะที่ผู้หญิงอีกรายหนึ่งอธิบายว่าธนาคารปูม้าเป็น “แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กและสมาชิกในชุมชน” กิจกรรมเหล่านี้ได้เปลี่ยนทักษะงานบ้าน (เช่น การทำความสะอาด การหุงหาอาหาร และการจัดการ) ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความยั่งยืนของชุมชน

นอกจากการลงแรงงานแล้ว ผู้หญิงยังได้ได้เปลี่ยนความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นบทเรียนทางศีลธรรม ดังที่ผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่งสะท้อนว่า “ถ้าเรากินแม่ปูที่มีไข่ในตอนนี้ แล้วตัวใหม่ๆจะมาจากไหน” เหตุผลลักษณะนี้เชื่อมโยงหลักการพิทักษ์ดูแลตามศาสนาอิสลามเข้ากับวิทยาศาสตร์เชิงนิเวศ ได้แปลงความหมายของความยั่งยืนให้กลายเป็นจริยธรรมในชีวิตประจำวัน

นวัตกรรมทางเศรษฐกิจ: จากธนาคารปูม้าสู่ผลิตภัณฑ์อาหาร แบรนด์”ลุยเล”

เพื่อสร้างรายได้จากการอนุรักษ์ กลุ่มสตรีได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนในชื่อ “ลุยเล” (Luilay) สร้างผลิตภัณฑ์แกงปูม้าและน้ำพริกปูม้าที่ได้รับรองมาตรฐาน “ประมงธงเขียว” (Green Flag Fisheries) จากกรมประมง

กรรมการของกลุ่มรายหนึ่งอธิบายว่า ลุยเลเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2558 ด้วยการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และธนาคารออมสิน วัตถุดิบต่างๆมาจากชาวประมงที่ปฏิบัติตามกฏของธนาคารปูม้า ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กและไลน์ ช่วยให้รายได้ของครัวเรือนยังคงไหลเวียน พร้อมไปกับการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารกันบูดและผงชูรส

กำไรที่ได้จะถูกแบ่งปันระหว่างสมาชิกผู้ทำงาน สมทบเข้ากองทุนชุมชน และบริจาคให้โรงเรียนในท้องถิ่น ผ่านโครงการลุยเลนี้ ผู้หญิงได้เปลี่ยนการอนุรักษ์ทางทะเลให้กลายเป็น วิสาหกิจเพื่อสังคม การทำงานของพวกเธอเชื่อมโยงการฟื้นฟูระบบนิเวศเข้ากับการเสริมพลังทางเศรษฐกิจ เปลี่ยนแนวคิดความยั่งยืนให้กลายเป็นวิถีชีวิตที่จับต้องได้

พันธมิตรผู้สนับสนุน

ความสำเร็จของธนาคารปูม้าบ้านในถุ้งเกิดจากความร่วมมือระหว่างองค์ความรู้ท้องถิ่นกับสถาบันภายนอก โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ให้การสนับสนุนด้านการฝึกอบรมทางวิทยาศาสตร์และการวิจัย กรมประมงสนับสนุนอุปกรณ์ งบประมาณ และการรับรองอย่างเป็นทางการ ธนาคารออมสินให้บริการสินเชื่อรายย่อยเพื่อการอนุรักษ์และการดำเนินงานของกลุ่มลุยเล ขณะที่สมาคมคนรักทะเลไทยสนับสนุนการสื่อสารสาธารณะและการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือเหล่านี้ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับบทบาทของผู้หญิงในการจัดการทรัพยากร และเชื่อมโยงประสบการณ์ดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบเติมออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ในบ่อเลี้ยงปูม้า

ผลลัพธ์และการเปลี่ยนแปลงของชุมชน

จากการสัมภาษณ์กลุ่มสตรี ระบุถึงผลลัพธ์หลายประการนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารปูม้าในปี พ.ศ. 2553

การฟื้นตัวของระบบนิเวศ: ประชากรปูม้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม่ปูม้าหนึ่งตัวสามารถปล่อยลูกปูม้าได้มากถึงหนึ่งล้านตัว โดยมีอัตรารอดชีวิตประมาณ 5,000-10,000 ตัว ผู้หญิงในชุมชนรายงานว่ามีการกลับมาของชนิดพันธุ์ปลา ที่เคยหายไป รวมถึงการพบเห็นโลมาในพื้นที่อีกด้วย

การเพิ่มรายได้: ครัวเรือนโดยทั่วไปมีรายได้ประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน โดยมีรายได้จากปูม้าราว 7,000-8,000 บาท ผู้หญิงยังมีรายได้เสริมจากการแกะปู การแปรรูป และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์

ความสามัคคีในสังคม: ธนาคารปูม้าได้ “ทำให้คนในหมู่บ้านรวมกันเป็นหนึ่งเดียว” เปลี่ยนจากการแข่งขันมาเป็นความร่วมมือ

ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม: ผู้หญิงมุสลิมที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงการพิทักษ์ดูแลท้องทะเลเข้ากับแนวคิดทางศาสนาเกี่ยวกับมนุษย์ในฐานะ “คาลิฟา” (Khalifa) หรือผู้สืบทอดและผู้ดูแลการสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า

ความท้าทายและการต่อรองทางเพศ

แม้ว่าความสำเร็จเหล่านี้จะเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ผู้หญิงยังคงเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ บทบาทความเป็นผู้นำยังคงถูกครอบงำโดยผู้ชาย โดยผู้หญิงส่วนใหญ่อยู่ในฐานะกรรมการหรือผู้สนับสนุน งานในครัวเรือนของผู้หญิง (เช่น การประกอบอาหาร การคัดแยก และการบันทึกข้อมูล) มักไม่ได้รับการนับรวมในสถิติอย่างเป็นทางการ อีกทั้งความผันแปรของสภาพภูมิอากาศยังสร้างความตึงเครียดใหม่ๆ เช่น ปัญหามะพร้าวขาดแคลนจากภัยแล้ง รวมถึงพายุที่รุนแรงขึ้นและกระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศทางซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม ผู้ให้สัมภาษณ์หลายรายมองว่าเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ของธนาคารปูม้าและการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพนั้น มีส่วนช่วยในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การมีส่วนร่วมเชิงนโยบายและอิทธิพลในวงกว้าง

การเคลื่อนไหวของผู้หญิงในบ้านในถุ้งได้ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ในระดับอำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลาได้ประกาศใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านทรัพยากรทางทะเลฉบับแรกของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งร่วมกันยกร่างโดยชาวประมงและตัวแทนชุมชน ข้อบัญญัตินี้ห้ามเรือคราดหอยภายในระยะ 3 ไมล์ทะเล และรับรองสถานะของธนาคารปูม้าอย่างเป็นทางการในฐานะกลไกการอนุรักษ์ นโยบายดังกล่าวได้เปลี่ยนการประท้วงระดับรากหญ้าให้กลายเป็นกฎหมายที่สามารถบังคับใช้ได้จริง และเปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้หญิง ซึ่งมักสื่อสารผ่านคณะกรรมการชุมชนมีผลลัพธ์ในเชิงระเบียบข้อบังคับ

ในระดับชาติ แผนบริหารจัดการประมงทะเลของกรมประมง (พ.ศ. 2563–2565) ระบุว่าการมีส่วนร่วมของเพศภาวะเป็นองค์ประกอบสำคัญของความยั่งยืน และตั้งเป้าเพิ่มรายได้ของผู้ผลิตรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มสตรี ให้เป็นสองเท่าภายในปี พ.ศ. 2573

การที่กลุ่มลุยเลได้รับการรับรองมาตรฐาน “ประมงธงเขียว” จากกรมประมง แสดงให้เห็นว่ากิจการของผู้หญิงในระดับชุมชนสามารถยกระดับไปสู่มาตรฐานระดับชาติด้านการผลิตที่สะอาด ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ธนาคารออมสิน และสมาคมคนรักทะเลไทย ยังช่วยขยายรูปแบบบ้านในถุ้งไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง และบูรณาการตัวชี้วัดด้านเพศภาวะเข้าไว้ในแผนการจัดการทรัพยากรชายฝั่งระดับจังหวัด

ด้วยเครือข่ายความเชื่อมโยงเหล่านี้ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันของผู้หญิงได้กลายเป็นจุดอ้างอิงเชิงนโยบายสำหรับการบริหารจัดการประมงของประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนฐานชุมชน ตอบสนองต่อมิติทางเพศภาวะ และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้