แนวทางแบบองค์รวมสู่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

โดย สุรเชษฐ์ บุรุษอาชาไนย, กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา, ปาริชาติ ชุมทอง, พัชรี โยควิบูล และ ชุมพร สุวรรณยาน

Image by Jitti Narksompong from iStock.

ปัจจุบันปริมาณผลผลิตปลาจากธรรมชาติ (Wild fish stocks) ไม่เพียงพอต่อความต้องการอาหารทะเลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ดังนั้น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (aquaculture) ซึ่งหมายถึงการเลี้ยงสัตว์น้ำ จึงได้กลายเป็นภาคส่วนการผลิตอาหารที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และในขณะนี้เป็นแหล่งจัดหาอาหารทะเลมากกว่า 50% ของปริมาณที่บริโภคทั่วโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Richter 2022) อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิมมักส่งผลกระทบในเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านมลพิษทางน้ำ การทำลายถิ่นที่อยู่ และการแพร่ระบาดของโรค ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งมุ่งเน้นการลดความเสียหายทางนิเวศวิทยาให้เหลือน้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการเพิ่มผลผลิต

ปัญหาที่ต้องการแนวทางแบบองค์รวม

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงเข้มข้นแบบดั้งเดิมก่อให้เกิดรอยเท้าสิ่งแวดล้อม (environmental footprint) อย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการปล่อยของเสีย เศษอาหารที่เหลือ และสารเคมีบำบัดต่าง ๆ ลงสู่แหล่งน้ำโดยรอบ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะยูโทรฟิเคชัน โดยสารอาหารส่วนเกินกระตุ้นให้เกิดสาหร่ายเจริญเติบโตมากผิดปกติและก่อให้เกิดตะกอนที่ขาดออกซิเจน การใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีในวงกว้างเพื่อควบคุมโรคยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแบคทีเรียดื้อยาและการปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม นอกจากปัญหามลภาวะแล้ว วิธีการเลี้ยงแบบดั้งเดิมยังส่งผลต่อการทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง และมักพึ่งพาปลาธรรมชาติที่จับมาเป็นวัตถุดิบอาหาร ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาการจับปลามากเกินไป นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงทางชีวภาพ เช่น การแพร่กระจายของโรคและปรสิตไปยังปลาธรรมชาติ รวมถึงการที่ปลาจากฟาร์มหลุดรอดออกไปผสมพันธุ์กับประชากรปลาในธรรมชาติ ซึ่งเป็นการลดความหลากหลายทางพันธุกรรมลง

รูปแบบการเสื่อมโทรมดังกล่าวไม่ใช่เพียงปัญหาในอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นเชิงนโยบายระดับโลก องค์การสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ตระหนักดีว่าการตอบสนองเฉพาะรายและความรับผิดชอบภาคธุรกิจแบบดั้งเดิมนั้นไม่เพียงพอที่จะรับมือกับความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้างจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สิ่งนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงแนวคิดจากกรอบความรับผิดชอบระดับท้องถิ่นและระดับภาคธุรกิจไปสู่ความท้าทายเชิงนโยบายระดับโลก ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การที่สหประชาชาติเพิ่งให้การรับรอง “แนวทางปฎิบัติสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน” (Guidelines for Sustainable Aquaculture) เน้นย้ำถึงแนวทางใหม่นี้ ซึ่งเรียกร้องให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ อุตสาหกรรม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ เพื่อพัฒนากฎเกณฑ์มาตรฐานที่อิงหลักการทางวิทยาศาสตร์ (NOAA 2024)

เพื่อแก้ไขความท้าทายทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางที่ครอบคลุมและหลากหลายมิติ บทความนี้จะนำเสนอว่าการบูรณาการหลักการ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ แนวทางบนฐานอิงธรรมชาติ (Nature-Based Solutions: NbS) เทคโนโลยีควบคุมคุณภาพน้ำขั้นสูง เช่น ระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหมุนเวียนปิด (Recirculating Aquaculture Systems: RAS) และมาตรการทางชีวภาพ เช่น โปรไบโอติกและการบำบัดด้วยฟาจ (phage therapy) สามารถเป็นเส้นทางที่ทรงพลังในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีความทนทาน มีประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

องค์ประกอบที่ 1 ของแนวทางแบบองค์รวม: แนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS)

สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ให้นิยามแนวทางบนฐานธรรมชาติว่าเป็น “การดำเนินการเพื่อปกป้อง จัดการ และฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติหรือระบบนิเวศที่ถูกปรับเปลี่ยน โดยก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อสวัสดิภาพมนุษย์และความหลากหลายทางชีวภาพไปพร้อมกัน” นิยามนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงแนวคิดจากโมเดลการผลิตเชิงเศรษฐกิจที่ผลักภาระต้นทุนสิ่งแวดล้อมออกภายนอก ไปสู่โมเดลเศรษฐกิจ “สีเขียว-น้ำเงิน” (Blue-Green Economy) ที่ให้คุณค่าต่อการพัฒนามนุษย์ควบคู่กับสุขภาวะของมหาสมุทร (Hughes 2021)

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยอิงธรรมชาติ จำลองแบบระบบนิเวศน้ำตามธรรมชาติ โดยการเพาะเลี้ยงสิ่งมีชีวิตในสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพและความสมดุลทางนิเวศวิทยา แทนที่จะพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปจำนวนมาก ระบบการเพาะเลี้ยงเหล่านี้จะส่งเสริมการเติบโตของแหล่งอาหารธรรมชาติ เช่น แพลงก์ตอนและพืชน้ำ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยลดมลพิษจากสารอาหารและลดต้นทุนการผลิต บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่บริหารจัดการภายใต้หลักการนี้ใช้การไหลเวียนของน้ำตามธรรมชาติ พลังงานแสงอาทิตย์ และการกรองทางชีวภาพ เพื่อรักษาระบบนิเวศให้แข็งแรงและสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์ที่เลี้ยง (Tansakul 2024) ด้วยการนำ NbS มาใช้ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจึงสามารถให้ บริการจากระบบนิเวศ (ecosystem services) ที่มีคุณค่าได้

องค์ประกอบที่ 2 ของแนวทางแบบองค์รวม: ระบบการเพาะเลี้ยง

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายระดับโภชนาการแบบบูรณาการ (Integrated Multi-Trophic Aquaculture: IMTA)

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายระดับโภชนาการแบบบูรณาการ เป็นตัวอย่างสำคัญของแนวทางบนฐานธรรมชาติ (NbS) ระบบนี้ประกอบด้วยการเพาะเลี้ยงสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่อยู่ในลำดับชั้นของโภชนาการที่ต่างกันภายในฟาร์มเดียวกัน หลักการสำคัญคือของเสียจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เช่น ปลา หรือกุ้ง จะกลายเป็นแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เช่น สาหร่ายทะเล หรือสัตว์น้ำกรองกิน ตัวอย่างเช่น สารอาหารละลายน้ำที่มาจากของเสียปลา สามารถถูกสาหร่ายทะเลดูดซึมโดยตรง ขณะที่ของเสียที่เป็นของแข็งหรืออาหารเหลือกลายเป็นอาหารให้แก่สัตว์กรองกินอย่างหอยแมลงภู่ หรือสัตว์กินตะกอน เช่น ไส้เดือนทะเล (Ngamsnae 2024) สาหร่ายทะเลหลายชนิดยังสามารถผลิตสารออกฤทธิ์ที่ยับยั้งหรือรบกวนกลไกความรุนแรงของแบคทีเรียและไวรัสก่อโรคในปลาทะเลและกุ้ง โดยเฉพาะกลุ่ม Vibrio สารสกัดจากสาหร่ายเหล่านี้มีรายงานว่าสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้สัตว์น้ำที่เลี้ยงเมื่อเติมลงในอาหาร (Kamble 2022; Karnjana 2020; Yasim 2022; Piruthiviraj 2024)

ความสอดประสานทางชีวภาพและเคมีนี้ก่อให้เกิดระบบที่สมดุล ลดการเกิดของเสียและลดความเสี่ยงของยูโทรฟิเคชัน อีกทั้งยังสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากการเพิ่มความหลากหลายของผลผลิตและลดต้นทุนการเลี้ยง

เทคโนโลยีไบโอฟลอค (Biofloc Technology: BFT)

เทคโนโลยีไบโอฟลอค เป็นอีกหนึ่งแนวทางนวัตกรรมที่ส่งเสริมการเกิดชุมชนจุลินทรีย์หรือ “ไบโอฟลอค” ในแหล่งน้ำที่มีความเข้มข้นของสารอาหารสูง ชุมชนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์นี้สามารถเปลี่ยนเศษอาหารเหลือและของเสียไนโตรเจนที่เป็นพิษให้กลายเป็นไบโอแมสที่มีโปรตีนสูง ไบโอฟลอคที่เกิดขึ้นจึงทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารเสริมสำหรับสัตว์น้ำ ลดความจำเป็นในการใช้อาหารสำเร็จรูป และนำไปสู่ระบบ “ของเสียเป็นศูนย์” (zero waste)

ความสามารถของ BFT ในการรีไซเคิลสารอาหารและทำให้คุณภาพน้ำมีเสถียรภาพ ทำหน้าที่เสมือนระบบกรองทางชีวภาพ ซึ่งช่วยลดการระบาดของโรคและส่งเสริมสุขภาพของสัตว์น้ำโดยรวม (Ingthamjitr 2024) อาหารกุ้งที่มีส่วนผสมของไบโอฟลอคประมาณ 25% และปลาป่น 80% มีรายงานว่าสามารถป้องกันโรคตับและตับอ่อนวายเฉียบพลัน (Acute Hepatopancreatic Necrosis Disease: AHPND) ในกุ้ง ได้ (Promthale 2025)

ระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียน (Recirculating Aquaculture Systems: RAS)

ระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียน เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปแบบการเพาะเลี้ยงจากระบบเปิด ไปสู่สิ่งอำนวยความสะดวกแบบวงปิดที่ตั้งอยู่บนบก ระบบนี้กรองและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ลดการใช้น้ำอย่างมหาศาล ฟาร์มแบบดั้งเดิมอาจใช้น้ำประมาณ 50,000 ลิตรในการผลิตปลา 1 กิโลกรัม ในขณะที่ระบบ RAS ที่ทันสมัยใช้เพียงประมาณ 500 ลิตร โดยสามารถหมุนเวียนน้ำได้มากถึง 99% (Finnforel 2025) ลักษณะที่เป็นระบบปิดของ RAS ทำให้สามารถดักจับของเสียแข็งทั้งหมด ป้องกันไม่ให้ของเสียถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ระบบที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพสูงนี้ยังช่วยป้องกันการหลุดรอดของสัตว์น้ำจากฟาร์ม ลดโอกาสปะปนกับประชากรธรรมชาติ และป้องกันการแพร่โรคหรือปรสิต การควบคุมพารามิเตอร์คุณภาพน้ำได้อย่างแม่นยำ เช่น อุณหภูมิ pH และออกซิเจนละลายน้ำ ช่วยให้สามารถผลิตได้ตลอดปี และเพิ่มประสิทธิภาพด้านสวัสดิภาพและอัตราการเจริญเติบโตของปลา (Finnforel 2025)

ระบบ RAS เชิงพาณิชย์ที่พัฒนาโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช. ประเทศไทย ได้บูรณาการเทคโนโลยีไฮบริดไนตริฟิเคชันไบโอฟิลเตอร์และถังปฏิกรณ์ดีไนตริฟิเคชันแบบท่อ (Tubular Denitrification Reactor) ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร รวมถึงระบบควบคุมอัตโนมัติ นวัตกรรมระบบ RAS นี้ช่วยให้สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำความหนาแน่นสูงได้ พร้อมทั้งลดการใช้น้ำและสารเคมีอย่างมีนัยสำคัญ และลดความเสี่ยงของโรค (BIOTEC 2023)

ระบบการเพาะเลี้ยงทั้งสาม: IMTA, BFT และ RAS ล้วนเป็นส่วนหนึ่งและมีส่วนสนับสนุนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันและในระดับที่แตกต่างกัน ทั้งนี้โปรไบโอติกและฟาจ (phages) จะเป็นแนวทางที่สามสู่เป้าหมายความยั่งยืนนี้

องค์ประกอบที่ 3 ของแนวทางแบบองค์รวม: โปรไบโอติกและการบำบัดด้วยฟาจ

การประยุกต์ใช้จุลินทรีย์เช่น โปรไบโอติกและการบำบัดด้วยฟาจ (phage therapy) เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของจุลินทรีย์และการปฏิสัมพันธ์ที่จำเพาะเจาะจงที่ช่วยเพิ่มสุขภาพสัตว์และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

โปรไบโอติก (Probiotics)

โปรไบโอติก คือจุลินทรีย์ธรรมชาติที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อเติมเข้าไปในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จะช่วยปรับปรุงความสมดุลของจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมทางน้ำและเสริมสร้างสุขภาพของลำไส้ของสัตว์ที่เลี้ยง การทำงานของโปรไบโอติกมีความหลากหลายและมีมุ่งเป้าหมายที่ชัดเจน

หน้าที่หลักประการหนึ่งของโปรไบโอติกคือ การฟื้นฟูทางชีวภาพ (bioremediation) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการส่งเสริมวัฏจักรไนโตรเจน การย่อยสลายอาหารที่เหลือและของเสียจากปลาส่งผลให้สารประกอบไนโตรเจน เช่น แอมโมเนีย ซึ่งเป็นสารพิษต่อสัตว์น้ำ มีปริมาณเพิ่มขึ้น (DOF 2021) การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเติมโปรไบโอติกในน้ำที่ใช้เพาะเลี้ยงสามารถลดสารประกอบอันตรายเหล่านี้ได้ โดยการเพิ่มปริมาณของแบคทีเรียไนตริไฟอิง (nitrifying) และดีไนตริไฟอิง (denitrifying) ซึ่งจำเป็นสำหรับการกำจัดไนโตรเจน (Mang 2024) เอนไซม์ที่ผลิตโดยสายพันธุ์โปรไบโอติกจะย่อยสลายโมเลกุลของของเสียอินทรีย์ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อีก โปรไบโอติกยังเป็นที่ทราบกันว่าช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์น้ำ ทำให้มีความทนทานที่ยืดหยุ่นต่อความเครียดจากสิ่งแวดล้อมและการติดเชื้อ สุดท้าย โปรไบโอติกยังช่วยเพิ่มการใช้ประโยชน์อาหารและการดูดซึมสารอาหาร ซึ่งส่งผลให้อัตราการเติบโตที่ดีขึ้นและอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อที่ดีขึ้น (Rahayu 2024)

ที่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC-NSTDA) นักวิจัยได้คัดเลือกโปรไบโอติกที่มีความสามารถในการรบกวนกลไกความรุนแรงของเชื้อก่อโรค เช่น คอร์รัมเซนซิง (Quorum Sensing) ซึ่งเป็นกลไกการสื่อสารระหว่างเซลล์ของแบคทีเรีย และการสร้างไบโอฟิล์ม ซึ่งผลิตโดยแบคทีเรียที่ก่อโรคสำคัญในปลาและกุ้ง แบคทีเรียโปรไบโอติกจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่ม Bacillus subtilis และแบคทีเรียกรดแลกติก (LAB) พบว่าสามารถยับยั้งการสร้างไบโอฟิล์มของเชื้อก่อโรคได้ เมื่อเสริมในอาหารปลาและกุ้งสามารถป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Yatip 2018; Imtiyaz 2022) สายพันธุ์ที่มีประโยชน์จำนวนมากที่ BIOTEC-NSTDA คัดเลือก ได้ผ่านการประเมินความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานของ European Food Safety Authority และได้ถูกนำไปใช้งานแล้วในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

การบำบัดด้วยฟาจ (Phage Therapy)

การบำบัดด้วยแบคเทอริโอฟาจเป็นกลยุทธ์ควบคุมทางชีวภาพรูปแบบใหม่ ที่ก้าวล้ำกว่าการใช้โปรไบโอติกแบบดั้งเดิม โดยให้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่อการควบคุมโรคและปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR)

โรควิบริโอซิส (Vibriosis) ซึ่งเกิดจากเชื้อ Vibrio หลายชนิด เป็นหนึ่งในโรคแบคทีเรียที่สร้างความสูญเสียร้ายแรงที่สุดในอุตสาหกรรมกุ้งโลก โดยทำให้เกิดอัตราการตายสูงและความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่หลายและไม่เหมาะสมในการควบคุมโรคนี้ ทำให้เกิด AMR เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้แนวทางการรักษาแบบดั้งเดิมสูญเสียประสิทธิภาพ และก่อภัยคุกคามต่อความยั่งยืนของการเลี้ยงกุ้งรวมถึงต่อสาธารณสุข

โครงการ “ShrimpGuard” ซึ่งนำโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC-NSTDA) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่ใช้แบคเทอริโอเฟจเพื่อกำจัดเชื้อ Vibrio ดื้อยาปฏิชีวนะในระบบการเลี้ยงกุ้ง (BIOTEC 2024) “ShrimpGuard” แก้ปัญหาวิกฤตินี้ด้วยการบูรณาการ แบคเทอริโอฟาจ (bacteriophages) ซึ่งเป็นไวรัสที่ฆ่าแบคทีเรียโดยเฉพาะ แบคเทอริโอฟาจ (ซึ่งมักถูกเรียกว่า “ฟาจ”) ต่างจากยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์กว้าง โดยมีความจำเพาะสูง โดยจะกำหนดเป้าหมายเฉพาะเซลล์แบคทีเรียที่เป็นอันตรายเท่านั้น ไม่ทำลายจุลชีพที่เป็นประโยชน์ของสัตว์น้ำหรือสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ฟาจเหล่านี้สามารถให้ได้โดยการเติมลงในน้ำเลี้ยงหรือเป็นสารเติมแต่งในอาหาร ซึ่งช่วยลดปริมาณแบคทีเรีย Vibrio ในระบบการเลี้ยงกุ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Thammatinna 2023)

แนวทางที่เป็นนวัตกรรมนี้แสดงถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ที่จัดการกับวิกฤต AMR ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยตรง ด้วยการนำเสนอทางเลือกที่มุ่งเป้าหมายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนยาปฏิชีวนะ การบำบัดด้วยฟาจช่วยลดการปล่อยยาปฏิชีวนะสู่สิ่งแวดล้อม สร้างความอยู่รอดทางเศรษฐกิจในระยะยาวสำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในเรื่องรายได้ในอนาคต และปกป้องสุขภาพของสาธารณชนทั่วโลก

เมื่อใช้ร่วมกัน ทั้งโปรไบโอติกและการบำบัดด้วยฟาจจะช่วยเพิ่มความต้านทานโรค ลดอัตราการตาย และเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ ส่งผลให้สัตว์น้ำมีสุขภาพดีขึ้นและเติบโตเร็วขึ้น

ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของแนวทางแบบองค์รวม

ด้วยการลดการปล่อยของเสียที่อุดมด้วยสารอาหารและการลดการใช้สารเคมี องค์ประกอบทั้งสามนี้จึงช่วยปกป้องแหล่งน้ำโดยรอบจากการปนเปื้อน ระบบแบบปิดหรือกึ่งปิดยังช่วยป้องกันการหลุดรอดของสัตว์ที่เลี้ยงออกสู่ธรรมชาติ ซึ่งช่วยปกป้องประชากรสัตว์น้ำโดยตรง การเลียนแบบระบบนิเวศธรรมชาติยังสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมความยืดหยุ่นทางนิเวศวิทยา และส่งเสริมบริการจากระบบนิเวศ เช่น การควบคุมศัตรูพืชตามธรรมชาติ

การรีไซเคิลน้ำและสารอาหารนำไปสู่ต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง โดยลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะ สารเคมี และอาหาร นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมียังสามารถกำหนดราคาที่สูงขึ้นในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น วิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนำไปสู่การปรับปรุงอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ ลดของเสีย และอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ทำกำไรได้มากขึ้น แนวทางนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวกับการระบาดของโรค ความผันผวนตามฤดูกาล และความผันผวนของตลาด ทำให้เกิดความมั่นคงในการผลิตและแหล่งรายได้ที่เชื่อถือได้มากขึ้น

ดังนั้น ประโยชน์ของความยั่งยืนจึงแปรเปลี่ยนโดยตรงไปสู่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม

ประโยชน์ด้านสังคมและสุขภาพสาธารณะของแนวทางแบบองค์รวม

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารทั่วโลก ด้วยความช่วยเหลือขององค์ประกอบทั้งสามที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาทั้งชายและหญิงของประเทศไทยจะเข้ามามีส่วนร่วมในเส้นทางสู่ความยั่งยืนได้อย่างไม่ต้องสงสัย ตัวอย่างเช่น หนึ่งในสายพันธุ์โปรไบโอติกที่กล่าวไว้ในหัวข้อโปรไบโอติกและการบำบัดด้วยฟาจ ได้ถูกบรรจุเข้าสู่ โปรไบโอติกสูตร 2 ของกรมประมง ซึ่งกรมประมงได้ผลิตในระดับอุตสาหกรรมและกระจายให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วประเทศ (DOF 2021) การใช้โปรไบโอติกดังกล่าวช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มกุ้งในพื้นที่ชายฝั่งทั่วประเทศ

สภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมในระบบบนบกส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและปลอดภัยกว่า ปลาจากระบบเหล่านี้ไม่สัมผัสกับสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น ไมโครพลาสติก (microplastics) หรือโลหะหนัก และนำมาซึ่งคุณภาพและโภชนาการที่คาดการณ์ได้ จากมุมมองด้านสุขภาพของสาธารณชน การลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ ซึ่งทำได้โดยระบบที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (bio-secure systems) และโดยโปรไบโอติกและการบำบัดด้วยฟาจ จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงที่สำคัญของการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR)

สิ่งนี้ทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนเป็นแหล่งรายได้ประจำวันที่แน่นอนและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา และเป็นทางเลือกด้านการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่า

ข้อจำกัดของแนวทางแบบองค์รวม

แม้จะมีประโยชน์ที่ชัดเจน แต่การนำแนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอิงธรรมชาติมาใช้ก็ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ

การออกแบบและการจัดการระบบชีวภาพแบบบูรณาการ เนื่องจากความซับซ้อนทางเทคนิค จึงต้องอาศัยความรู้ทางนิเวศวิทยาอย่างละเอียดและการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสายพันธุ์โปรไบโอติกและค็อกเทลฟาจ (phage cocktails) ให้เหมาะสมกับสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ และสภาพแวดล้อม ปรับปรุงกระบวนการกรองทางชีวภาพและพัฒนารูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายระดับโภชนาการแบบบูรณาการ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ระบบการเพาะเลี้ยงที่อิงธรรมชาติอาจให้ผลผลิตชีวมวลที่ต่ำกว่าวิธีการเลี้ยงแบบเข้มข้น เนื่องจากการใช้ปัจจัยการผลิตที่น้อยกว่าเนื่องจากการลดปริมาณอาหารที่ใส่และอัตราการเติบโตที่เป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีการกรองและการตรวจติดตามขั้นสูงยังมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรรายย่อยในระยะเริ่มต้นของโครงการ

ท้ายที่สุด ไม่ใช่ทุกระบบนิเวศหรือภูมิภาคจะเหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอิงธรรมชาติ เนื่องจากข้อจำกัดด้านปริมาณน้ำ การใช้ที่ดินที่ขัดแย้งกัน และสภาพภูมิอากาศที่ไม่เหมาะสม

ข้อเสนอแนะสำหรับแนวทางแบบองค์รวม

เพื่อให้ตระหนักถึงศักยภาพของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนอย่างเต็มที่ ควรมีการดำเนินการเชิงกลยุทธ์หลายประการ รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจ เงินอุดหนุน และกรอบการกำกับดูแลที่ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนและบรรเทาความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนระหว่างสถาบันการศึกษา อุตสาหกรรม และชุมชน จะช่วยเร่งนวัตกรรมและการถ่ายทอดความรู้ จำเป็นต้องมีการลงทุนในการวิจัยเพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาสูตรโปรไบโอติกที่มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีการกรองทางชีวภาพที่ปรับให้เข้ากับสภาพท้องถิ่น การฝึกอบรมเกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับการจัดการเชิงระบบนิเวศ การใช้โปรไบโอติก และเทคนิคการเฝ้าติดตามคุณภาพน้ำก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ สุดท้าย การส่งเสริมผลิตภัณฑ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้นควรผลักดันความต้องการของตลาดและกระตุ้นให้มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น

สู่แนวทางแบบองค์รวมเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ตามหลักการอิงธรรมชาติ เป็นแนวทางที่เปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองความต้องการอาหารทะเลที่เพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบต่อสุขภาวะของโลก ด้วยการบูรณาการ แนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (NbS) เทคโนโลยีบำบัดน้ำขั้นสูง เช่น RAS และ การแทรกแซงทางชีวภาพ เช่น โปรไบโอติก และ การบำบัดด้วยฟาจ จึงสามารถสร้างระบบการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และมีความรับผิดชอบมากขึ้น การบูรณาการนี้สามารถเปลี่ยนของเสียให้เป็นทรัพยากร บรรเทาความเสี่ยงจากโรค และปกป้องระบบนิเวศตามธรรมชาติ

แม้ว่าความท้าทายเกี่ยวกับความซับซ้อนทางเทคนิคและต้นทุนยังคงมีอยู่ แต่การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในการวิจัย การศึกษา และนโยบายสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ได้ ท้ายที่สุด การยอมรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยอิงธรรมชาติและได้รับการสนับสนุนทางชีวภาพ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ระดับโลกสำหรับการผลิตอาหารที่ยั่งยืน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งช่วยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นสำหรับทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและระบบนิเวศของโลก