ShrimpGuard: การบูรณาการใช้ฟาจและสารเสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน

โดย อุบลศรี เลิศสกุลพาณิช, วรางคณา สงสังข์ทอง, วนนิตย์ วิมุตติสุข, อุดม แซ่อึ่ง, ปิ่นปัญญา เรียงรุ่งโรจน์ และ กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา

Image by Perawit Boonchu from iStock.

ในปัจจุบัน มากกว่าครึ่งหนึ่งของกุ้งที่บริโภคทั่วโลกได้มาจากการเพาะเลี้ยง ในปี ค.ศ. 2024 ได้มีการประเมินมูลค่าตลาดกุ้งโลกไว้ที่ประมาณ 75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 102.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2033 (Grand View Research)

ในระดับโลก อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งถือเป็นภาคการผลิตที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ในระดับท้องถิ่น สำหรับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง สุขภาพที่ดีของกุ้งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตกุ้งที่ให้ผลตอบแทนและมีความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของการเพาะเลี้ยงกุ้งมักถูกคุกคามจากการระบาดของโรค โดยเฉพาะโรควิบริโอซิส (vibriosis) ซึ่งมีสาเหตุจากแบคทีเรียก่อโรคในสกุล Vibrio ที่สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ V. parahaemolyticus, V. alginolyticus, V. harveyi และ V. vulnificus แม้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะสามารถยับยั้งได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ความพยายามในการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากการดื้อยาของจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาสารทางเลือกทดแทนยาปฏิชีวนะ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคและส่งเสริมความยั่งยืนของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสืบไป

ShrimpGuard: การวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์

เพื่อป้องกันกุ้งจากโรควิบริโอซิสภายใต้สภาพการเพาะเลี้ยงในโรงเพาะฟัก คณะผู้วิจัยได้นำเสนอการพัฒนาและตรวจสอบประสิทธิภาพของสารทางเลือกทดแทนยาปฏิชีวนะ โดยเป็นสูตรผสมระหว่าง ฟาจผสม (Phage cocktail) และ สารเสริมภูมิคุ้มกัน 3 ชนิด ได้แก่ แอนติเจนที่ครอบคลุมเชื้อวิบริโอหลายสปีชีส์ (Universal Vibrio antigens), เบต้า-กลูแคน (beta-glucan) (Uengwetwanit 2025) และอีไลโซไซม์ (eLysozyme) (Woraprayote 2020) ทั้งนี้ จะนำเสนอและอภิปรายรายละเอียดของส่วนประกอบแต่ละชนิดใน ShrimpGuard ในลำดับถัดไป เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลพื้นฐานและเหตุผลสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้

ฟาจและฟาจผสม

แบคเทอริโอฟาจ (Bacteriophages) หรือ ฟาจ (Phages) คือไวรัสที่ทำลายแบคทีเรียที่จำเพาะ ได้มีการค้นพบฟาจเป็นครั้งแรกโดย Frederick Twort ในปี ค.ศ. 1915 และ Felix d’ Herelle ในปี ค.ศ. 1917 (Twort 1915; Fruciano 2007; Aswani 2021) โดย d’Herelle เป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า “Bacteriophage” ซึ่งมีความหมายว่า “ไวรัสผู้กินแบคทีเรีย” และเป็นผู้เสนอแนวคิดการรักษาด้วยฟาจเป็นครั้งแรก

มีงานวิจัยจำนวนมากรายงานถึงประสิทธิภาพของการใช้ฟาจในการป้องกันกุ้งจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Vibrio และช่วยลดอัตราการตายของกุ้งได้อย่างมีนัยสำคัญ (Jun 2018; Thammatinna 2023; Ngoc 2024) ด้วยเหตุนี้ ฟาจจึงเป็นสารทางเลือกทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะแบบดั้งเดิมที่น่าสนใจสำหรับการประยุกต์ใช้ในหลายด้าน อาทิ ความปลอดภัยด้านอาหาร และการควบคุมทางชีวภาพในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ของฟาจแตกต่างจากยาปฏิชีวนะ ฟาจจึงสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับปัญหาแบคทีเรียดื้อยา

ฟาจแตกต่างจากยาปฏิชีวนะซึ่งมีฤทธิ์แบบครอบคลุมกว้าง (broad-spectrum activity) ฟาจออกฤทธิ์จำเพาะต่อแบคทีเรียเป้าหมายเท่านั้น ส่งผลให้จุลชีพที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ในระบบไม่ถูกรบกวนหรือได้รับผลกระทบ ในกรณีที่ต้องการควบคุมเชื้อให้ครอบคลุมเชื้อหลายชนิด สามารถออกแบบฟาจผสม (Phage cocktail) ซึ่งเป็นการรวมฟาจที่มีความจำเพาะต่อแบคทีเรียเป้าหมายที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกัน (Stalin 2017; Thammatinna 2023) ในการศึกษานี้ คณะผู้วิจัยมีเป้าหมายในการพัฒนาฟาจผสมที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมแบคทีเรีย วิบริโอ 4 สปีชีส์หลักซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรควิบริโอซิสในกุ้ง

สารเสริมภูมิคุ้มกัน

สารเสริมภูมิคุ้มกัน (Immune enhancers) ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์เจ้าบ้าน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมและลดความรุนแรงของโรค สำหรับโครงการ ShrimpGuard ได้มีการศึกษาสารเสริมภูมิคุ้มกันทั้งแบบจำเพาะเจาะจงและไม่จำเพาะเจาะจง เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการปกป้องกุ้งจากโรควิบริโอซิส

แอนติเจนที่ครอบคลุมเชื้อวิบริโอหลายสปีชีส์ (Universal Vibrio antigens)

แอนติเจนที่ครอบคลุมเชื้อวิบริโอหลายสปีชีส์ จัดเป็นสารเสริมภูมิคุ้มกันที่คาดหวังผลในการป้องกันเชื้อก่อโรคเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง ในขณะที่ อีไลโซไซม์ (eLysozyme) และ เบต้า-กลูแคน (beta-glucan) ถือเป็นสารเสริมภูมิคุ้มกันที่ออกฤทธิ์กว้างกว่า

แม้ว่ากุ้งจะไม่มีระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Adaptive immune system) เหมือนในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ซึ่งมี B เซลล์ และ T เซลล์) แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในระยะหลังแสดงให้เห็นว่า กุ้งสามารถแสดงการคุ้มกันอย่างจำเพาะได้ โดยอาจผ่านโมเลกุลจดจำรูปแบบ (Pattern-recognition molecules) เช่น Down Syndrome Cell Adhesion Molecule (DSCAM), เลกติน (Lectins) และโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับไฟบริโนเจน (Fibrinogen-related proteins: FREP)

มีการสังเกตพบว่ากุ้งที่ได้รับการกระตุ้นล่วงหน้าด้วยเชื้อตายหรือโมเลกุลที่สกัดจากเชื้อก่อโรค จะมีความสามารถในการป้องกันโรคได้ดีขึ้นเมื่อได้รับเชื้อชนิดเดิมซ้ำเป็นครั้งที่สอง (Lin 2013; Amatul-Samahah 2020; Yang 2021)

ดังนั้น แนวคิดเรื่อง การกระตุ้นภูมิคุ้มกันล่วงหน้านี้ จึงเป็นการเปิดความเป็นไปได้ในการใช้ “วัคซีน” เพื่อป้องกันโรควิบริโอซิส โดยทั่วไปวัคซีนประเภทเชื้อตาย (Inactivated whole cell vaccines) แม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่จะป้องกันได้เฉพาะสายพันธุ์หรือซีโรวาร์ (Serovars) ที่ใช้ในสูตรวัคซีนเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดนี้ส่งผลต่อการนำไปใช้จริง เพื่อขยายขอบเขตการป้องกันของ “วัคซีน” ดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงได้นำเสนอการใช้ “แอนติเจนที่ปกป้องครอบคลุม” (Universal antigens) ซึ่งเป็นแอนติเจนที่พบร่วมกันในเชื้อวิบริโอก่อโรคหลายชนิดและหลายสายพันธุ์ เพื่อใช้ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของกุ้ง

จากการวิเคราะห์จีโนมของเชื้อวิบริโอหลายร้อยชุดข้อมูลด้วยอัลกอริทึมที่พัฒนาขึ้นเอง คณะผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการระบุกลุ่มแอนติเจนที่มีศักยภาพ โดยปัจจุบันแอนติเจนที่ผ่านการทำบริสุทธิ์เหล่านี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและการป้องกันโรควิบริโอซิส ทั้งนี้ จะประเมินการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในกุ้งภายหลังการได้รับ “วัคซีน” ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การทดสอบฤทธิ์การกลืนกินสิ่งแปลกปลอม (Phagocytic activity assay) การทดสอบแอคทิวิตีของเอนไซม์ฟีนอลออกซิเดส (Phenoloxidase activity assay) และการวิเคราะห์การแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน (Immune gene expression analysis)

อีไลโซไซม์ (ELysozyme)

อีไลโซไซม์ หรือ ไลโซไซม์เสริมประสิทธิภาพ (Enhanced lysozyme) ซึ่งพัฒนามาจากไลโซไซม์ของไข่ขาวไก่ มีฤทธิ์ในการต้านแบคทีเรียทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบ รวมถึงเชื้อวิบริโอ 4 สปีชีส์หลักที่ก่อโรควิบริโอซิส (Woraprayote 2020) เมื่อเปรียบเทียบกับกุ้งที่ได้รับอาหารปกติ พบว่ากุ้งที่ได้รับอาหารเสริมอีไลโซไซม์ มีปริมาณเชื้อวิบริโอในลำไส้ลดลง และมีการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันและยีนต้านอนุมูลอิสระในระดับที่สูงขึ้น

เบตา-กลูแคน (Beta-glucan)

เบตา-กลูแคน (beta-glucan) เป็นพอลิเมอร์ของกลูโคสที่ได้จากแหล่งกำเนิดหลากหลายชนิด เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ยีสต์ เชื้อรา แบคทีเรีย และสาหร่าย (Jayachandran 2018; Han 2020) แหล่งที่มาและโครงสร้างของเบตา-กลูแคนมีความหลากหลาย ซึ่งรวมถึงเบตา-กลูแคนที่สกัดจากเชื้อรากลุ่มแมลง Ophiocordyceps dipterigena BCC 2073 ที่ได้รับการศึกษาถึงคุณสมบัติในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน การทดลองใช้เบตา-กลูแคนที่ได้จาก O. dipterigena เป็นส่วนผสมในอาหารกุ้ง พบว่ามีการเพิ่มระดับการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน และเมแทบอไลต์ที่สนับสนุนการทำงานของภูมิคุ้มกัน รวมทั้งอัตราการรอดชีวิตของกุ้งที่เพิ่มสูงขึ้นภายหลังการทดสอบการติดเชื้อ V. harveyi (Uengwetwanit 2025) ผลการศึกษาดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของเบตา-กลูแคนในการนำมาใช้เป็นสารเสริมในอาหาร เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความต้านทานโรคของกุ้ง

ประโยชน์ของ ShrimpGuard

เนื่องจาก ShrimpGuard ประกอบด้วยส่วนประกอบหลากหลายชนิดที่มีกลไกการออกฤทธิ์ต่างกัน เช่น การทำลายเชื้อก่อโรคและการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ความสำเร็จในการประยุกต์ใช้ ShrimpGuard คาดว่าจะช่วยลดอัตราการตายของกุ้ง นำไปสู่ผลผลิตและรายได้ที่สูงขึ้นสำหรับเจ้าของฟาร์มและแรงงาน ซึ่งส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม นอกจากนี้ การลดการใช้ยาปฏิชีวนะจะช่วยลดความเสี่ยงจากการตกค้างของยาในผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนลดการเกิดและการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นและแนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน

ข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นของ ShrimpGuard

ฟาจและแอนติเจนเป็นสารชีวภาพที่ไวต่อปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ที่ต่ำหรือสูงเกินไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลัน ประเด็นดังกล่าวสามารถแก้ไขได้โดยการคัดกรองฟาจที่มีความทนทานต่อสภาวะที่รุนแรงในระบบการเพาะเลี้ยง นอกจากนี้โครงการวิจัยจะทำการศึกษาการห่อหุ้มด้วยเทคโนโลยีนาโน (Nanoencapsulation) เพื่อเป็นแนวทางในการเพิ่มความคงตัวของฟาจและแอนติเจนในระหว่างการเก็บรักษาและการนำไปใช้งาน

ประเด็นหนึ่งที่ควรกล่าวถึงคือ การใช้ฟาจในฐานะสารชีวควบคุม (biocontrol agent) ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นไปที่การแยก การจำแนกคุณลักษณะ และการทดสอบประสิทธิภาพในระดับห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ การใช้ฟาจในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังไม่ได้รับการอนุมัติในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย คณะผู้วิจัยจึงได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ในด้านการประเมินความปลอดภัย เพื่อให้สามารถนำ ShrimpGuard มาใช้งานได้จริงในอนาคตอันใกล้

มีรายงานการอุบัติขึ้นของแบคทีเรียที่ดื้อต่อฟาจแล้ว ดังนั้นเชื้อวิบริโอที่ดื้อต่อฟาจอาจเกิดขึ้นได้ภายหลังการนำ ShrimpGuard ไปใช้ในภาคสนาม ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในอนาคต ประเด็นนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการใช้ฟาจผสม (Phage cocktail) เพื่อชะลอการเกิดเชื้อดื้อต่อฟาจ และความจำเป็นในการค้นหาฟาจชนิดใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นอกจากฟาจผสมแล้ว ShrimpGuard ยังประกอบด้วยสารเสริมภูมิคุ้มกันอีก 3 ชนิด ซึ่งน่าจะช่วยบรรเทาปัญหาการดื้อฟาจได้อีกทางหนึ่ง

ข้อเสนอแนะ

ความยั่งยืนของการเพาะเลี้ยงกุ้งจำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานที่ประสานสอดคล้องและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง สามารถปรับใช้แนวทางที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรค โดยการบูรณาการใช้สารทางเลือกทดแทนยาปฏิชีวนะ เช่น ShrimpGuard เข้ากับแนวปฏิบัติในการเลี้ยง จะช่วยเพิ่มการป้องกันโรคและลดการพึ่งพาการใช้ยาปฏิชีวนะได้

นักวิจัยและสถาบันวิชาการ สามารถเร่งรัดนวัตกรรมสารทางเลือกทดแทนยาปฏิชีวนะได้โดยการพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ เช่น แนวทางมาตรฐานสำหรับการคัดกรองฟาจ การใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการคัดเลือกฟาจ ทั้งนี้ แนะนำให้มีการกำหนดมาตรฐานวิธีการคัดกรองฟาจและปรับปรุงเกณฑ์วิธีทดสอบขอบเขตแบคทีเรียเจ้าบ้านของฟาจ (Bacterial host range testing) เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลการทดลองระหว่างห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ได้

ด้วยความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ เราสามารถใช้เครื่องมือคำนวณเพื่อเร่งกระบวนการคัดกรองฟาจ การระบุขอบเขตแบคทีเรียเจ้าบ้านของฟาจ และการพัฒนาตำรับฟาจผสม (Cocktail formulation) นอกจากนี้ การทำความเข้าใจกลไกการส่งเสริมฤทธิ์ระหว่างฟาจและสารเสริมภูมิคุ้มกัน จะช่วยให้สามารถพัฒนาสูตรที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ยิ่งขึ้น การทดสอบในภาคสนามภายใต้สภาวะการเพาะเลี้ยงที่หลากหลายจะช่วยส่งต่อผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่แนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง

หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล สามารถเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำฟาร์มแบบปลอดยาปฏิชีวนะได้ โดยการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการดื้อยาของจุลชีพ (AMR) ภายในภาคส่วนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้สารทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า นอกจากนี้ การพัฒนาแนวทางที่ชัดเจนสำหรับมาตรฐานและขั้นตอนการอนุมัติสารทางเลือกใหม่ รวมถึงการประเมินความปลอดภัยและการควบคุมคุณภาพ จะช่วยรับประกันได้ว่าการใช้เครื่องมือเหล่านี้จะเป็นไปอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ

ภาคเอกชน การลงทุนในการผลิตสูตรสารทางเลือกทดแทนยาปฏิชีวนะที่มีความคงตัวและสารเสริมในอาหารที่มีราคาเหมาะสม จะช่วยให้มั่นใจได้ว่านวัตกรรมเหล่านี้จะเข้าถึงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งในทุกระดับ

ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย จะทำให้เราสามารถรักษาประชากรกุ้งให้มีสุขภาพดีได้โดยลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ พร้อมทั้งจำกัดการอุบัติและการแพร่กระจายของแบคทีเรียดื้อยา ซึ่งในท้ายที่สุด จะนำไปสู่เป้าหมายของการผลิตสัตว์น้ำที่ยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยทางอาหารที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ข้อพิจารณาทางด้านสังคม

นอกเหนือจากเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนให้กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว โครงการ ShrimpGuard ยังให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเพศและการมีส่วนร่วมทางสังคม ในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผู้หญิงและแรงงานต่างด้าว มักเป็นกลุ่มหลักที่รับผิดชอบงานประจำในฟาร์ม ตั้งแต่การเตรียมอาหารสัตว์ไปจนถึงกระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเสริมสร้างศักยภาพให้แก่กลุ่มผู้หญิงและแรงงานต่างด้าวผ่านโครงการฝึกอบรมที่ครอบคลุมและทั่วถึง โดยมีการจัดตารางเวลาที่ยืดหยุ่น กระจายพื้นที่การอบรมอย่างเหมาะสม และมีการจัดทำเอกสารคู่มือในหลากหลายภาษา จะช่วยส่งเสริมให้การประยุกต์ใช้ ShrimpGuard ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือกับชุมชนในท้องถิ่นผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และการสาธิตการใช้งานในพื้นที่จริง จะเปิดโอกาสให้กลุ่มที่ขาดโอกาสทางการสื่อสารได้แสดงความคิดเห็นและความต้องการ ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการออกแบบและการส่งมอบเทคโนโลยีนั้นสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของผู้ใช้งานในพื้นที่

บทสรุป

โรควิบริโอซิส (Vibriosis) ถือเป็นภัยคุกคามหลักต่ออุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้ง การดำเนินมาตรการป้องกันที่หลากหลายและการบูรณาการการใช้สารทางเลือกใหม่ทดแทนยาปฏิชีวนะ เช่น ShrimpGuard จะช่วยลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะให้น้อยที่สุด พร้อมทั้งบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดจากแบคทีเรียดื้อยา ด้วยกลไกการออกฤทธิ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน จากทั้งแบคเทอริโอฟาจและสารเสริมภูมิคุ้มกัน ShrimpGuard จึงถูกคาดหวังให้เป็นนวัตกรรมทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ

กิตติกรรมประกาศ

โครงการ ShrimpGuard ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนานานาชาติ (International Development Research Centre; IDRC) ประเทศแคนาดา และกองทุนนวัตกรรมเพื่อต้านทานการดื้อยาต้านจุลชีพระดับโลก (Global AMR Innovation Fund; GAMRIF) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขและการดูแลสังคมของรัฐบาลสหราชอาณาจักร (Department of Health and Social Care; DHSC)