โดย Eung Sea

กัมพูชาเป็นประเทศเขตร้อนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และมีพรมแดนทางทะเลติดกับประเทศไทยและเวียดนาม ชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 435 กิโลเมตร ทอดตัวตามแนวชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวไทย โดยมีพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 85,000 เฮกตาร์ ทั้งนี้ จังหวัดเกาะกงเป็นพื้นที่ที่มีป่าชายเลนมากที่สุด คิดเป็นประมาณ 63,700 เฮกตาร์ ป่าชายเลนของกัมพูชามีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยชนิดไม้ที่พบได้บ่อย ได้แก่โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculate) และต้นจาก (Nypa fruticans) ตามรายงานการศึกษาในปี ค.ศ. 1997 (Bann 1997) นอกจากนี้ ยังพบชนิดอื่น ๆ เช่น โกงกางหัวสุม (Bruguiera gymnorrhiza) พังกาหัวสุมดอกขาว (Bruguiera sexangular) และโปรงแดง (Ceriops tagal) กระจายตัวอยู่ทั่วไปในระบบนิเวศชายฝั่ง อีกทั้งการสำรวจล่าสุดยืนยันว่ากัมพูชามีไม้ป่าชายเลนมากถึง 74 ชนิด โดยเฉพาะในจังหวัดเกาะกงซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ (Muñoz 2024)
ระบบนิเวศชายฝั่งดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งมีบทบาทต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการผลิตกุ้ง ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1990 มีการประเมินผลผลิตไว้ที่ประมาณ 731 ตันต่อปี จากพื้นที่เพาะเลี้ยง 850 เฮกตาร์ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันส่งผลให้ฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ยังสามารถดำเนินการได้เหลือเพียงประมาณร้อยละ 20 ของศักยภาพเดิม (Song 2004) ทั้งนี้ การเพาะเลี้ยงกุ้งแบบเข้มข้นได้ก่อให้เกิดการทำลายป่าชายเลน รวมถึงปัญหาดินเปรี้ยวจัด (Acid Sulfate Soils) และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระดับประเทศสูงถึง 28.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (Bann 1997)
บทความนี้วิเคราะห์แง่มุมสำคัญของป่าชายเลนต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของกัมพูชา อาทิ ด้านการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย การควบคุมคุณภาพน้ำ การป้องกันชายฝั่ง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ตลอดจนความท้าทายจากการตัดไม้ทำลายป่าและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการจัดการป่าชายเลนอย่างเป็นมิตรต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยการอภิปรายอาศัยบทบาทเชิงนิเวศ ข้อมูลเศรษฐศาสตร์ และข้อมูลเชิงลึกด้านนโยบาย เพื่อสนับสนุนแนวทางการจัดการแบบบูรณาการ
บริการทางระบบนิเวศของป่าชายเลนต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ป่าชายเลนทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลและแหล่งอาหารที่สำคัญของกุ้ง ปู และปลาในระยะวัยอ่อน ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกัมพูชา ใบไม้ที่ร่วงหล่นจากป่าชายเลนจะย่อยสลายกลายเป็นเศษซากอินทรีย์ (detritus) ซึ่งเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารในบริเวณปากแม่น้ำ และช่วยเสริมสร้างผลผลิตขั้นต้นผ่านกระบวนการหมุนเวียนธาตุอาหาร รากของไม้ป่าชายเลนยังทำหน้าที่ดักจับตะกอน ไนเตรต ฟอสเฟต ธาตุอาหารส่วนเกิน และสารมลพิษจากน้ำทิ้งของบ่อเพาะเลี้ยง ช่วยป้องกันภาวะยูโทรฟิเคชันและการระบาดของโรคในแหล่งน้ำเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กระบวนการกรองตามธรรมชาตินี้ช่วยลดการพึ่งพาสารเคมี และคงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่สะอาดเหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำเศรษฐกิจอื่น ๆ (Do 2022)
งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าบ่อเพาะเลี้ยงที่ตั้งอยู่ใกล้ป่าชายเลนมีอัตราการรอดของกุ้งสูงกว่า เนื่องจากความเค็มของน้ำมีเสถียรภาพ และอุบัติการณ์ของโรคลดลงจากกระบวนการบำบัดทางชีวภาพตามธรรมชาติ (Song 2004) ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ที่ถูกทำลายป่าชายเลนและนำไปใช้เพาะเลี้ยงมักประสบปัญหาดินเปรี้ยวจัด ส่งผลให้ต้องละทิ้งบ่อเพาะเลี้ยง ดังที่ปรากฏจากความล้มเหลวของฟาร์มจำนวนมากในหลายพื้นที่
การป้องกันชายฝั่งและความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แนวชายฝั่งที่มีระดับต่ำของกัมพูชากำลังเผชิญกับพายุไซโคลนที่ความรุนแรงและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยป่าชายเลนทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันตามธรรมชาติ ช่วยลดพลังงานคลื่นและเสริมความมั่นคงของตะกอน ป่าชายเลนขยายตัวในพื้นที่โคลนตม ช่วยปกป้องคันกั้นน้ำทะเลและป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และป้องกันการพังทลายที่อาจทำให้น้ำท่วมบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ความพยายามในการฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น โครงการการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน (Restoration for Sustainable Coastal Ecosystems: RESCuE) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกัมพูชา ไทย และมาเลเซีย แสดงให้เห็นว่าการปลูกฟื้นฟูป่าชายเลนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบการเพาะเลี้ยงโดยการบรรเทาพายุ และกักเก็บคาร์บอนสีน้ำเงิน (blue carbon) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเปียมกระสอป (Peam Krasaop Wildlife Sanctuary) ของกัมพูชา แผนการจัดการป่าชายเลนได้ช่วยอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยและคงไว้ซึ่งทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน สำหรับระบบการเพาะเลี้ยงแบบบูรณาการ (CIRAD 2025) บทบาทเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศพยากรณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของบ่อเพาะเลี้ยง (Jiang 2025)
การสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและการดำรงชีพ
ในระดับประเทศ ผลผลิตด้านการประมงรวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการประมงน้ำจืดจากแหล่งธรรมชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดหาแหล่งโปรตีนให้แก่ชุมชนชนบท ในขณะที่ป่าชายเลนบริเวณชายฝั่งช่วยบรรเทาปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรเกินขีดจำกัด ป่าชายเลนเสริมสร้างทางเศรษฐศาสตร์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยการค้ำจุนแหล่งพันธุ์จากธรรมชาติ จึงลดการพึ่งพาลูกพันธุ์จากฟาร์มเพาะฟักที่มีราคาแพง ในกัมพูชา วิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติมีการบูรณาการ การทำประมงในป่าชายเลนเข้ากับการเพาะเลี้ยงในบ่อ โดยปลาหลากหลายชนิดจากป่าชายเลนช่วยเสริมผลผลิตของฟาร์มเพาะเลี้ยง (Mangroves for the Future 2013) รูปแบบการเพาะเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อป่าชายเลน เช่น แนวทางที่ส่งเสริมโดยศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) สามารถสร้างผลกำไรในระยะยาวได้สูงกว่า เนื่องจากหลีกเลี่ยงต้นทุนด้านการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม เช่นค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูบ่อเพาะเลี้ยงจากปัญหาจากสภาวะดินเปรี้ยว (Sreymom 2000)
พื้นที่ป่าชายเลนที่สูญเสียไปจากการขยายบ่อเพาะเลี้ยงมักยังคงมีสภาพภูมิอากาศระดับมหภาค โดยที่สภาพแวดล้อมและพลวัตทางอุทกพลศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของป่าชายเลน จึงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการฟื้นฟู งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าการฟื้นฟูป่าชายเลนให้ประโยชน์ด้านการกักเก็บคาร์บอนมากกว่าการปลูกป่าในระบบนิเวศอื่น ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการปลูกฟื้นฟูในพื้นที่ป่าชายเลนดั้งเดิม ซึ่งนอกจากจะช่วยอนุรักษ์ระบบนิเวศแล้ว ยังสร้างการจ้างงานและรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่น (Beeston 2023)
การมีส่วนร่วมทางสังคมและผลประโยชน์ที่เท่าเทียม
ภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของกัมพูชามีศักยภาพในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคมและความเท่าเทียมทางเพศ ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เยาวชนต้องดิ้นรนกับปัญหาช่องว่างด้านการศึกษาและทักษะเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายระดับโภชนาการแบบบูรณาการ (Integrated Multi-Trophic Aquaculture: IMTA) ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดการระบบเพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืนในพื้นที่ป่าชายเลน เช่น จังหวัดเกาะกง การขาดแคลนการฝึกอบรมเชิงวิชาชีพทำให้เยาวชนยังคงพึ่งพาวิธีการเพาะเลี้ยงแบบดั้งเดิม และพลาดโอกาสจากประโยชน์ของระบบ IMTA อาทิ การหมุนเวียนธาตุอาหารและการลดการระบาดของโรค ผ่านการเลี้ยงกุ้ง ปู และสาหร่ายร่วมกันภายในระบบป่าชายเลน (Leakhena 2018) อย่างไรก็ตาม โครงการของ CzechAid ในช่วงปี ค.ศ. 2023-2025 มีเป้าหมายในการพัฒนาหลักสูตร IMTA ในสถานศึกษาสายอาชีวะ ฝึกอบรมครู และจัดหาอุปกรณ์สำหรับการจัดการบ่อเพาะเลี้ยงและการแปรรูป (PIN 2025) โครงการเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่จังหวัดชายฝั่ง โดยมีเป้าหมายในการสร้างธุรกิจที่นำโดยเยาวชนซึ่งไม่เพียงแต่ปฏิบัติตามกฎหมายประมงที่ออกแบบมาเพื่อการอนุรักษ์ป่าชายเลน แต่ยังเพิ่มรายได้อีกด้วย
ผู้หญิงมีส่วนร่วมประมาณร้อยละ 50 ของแรงงานในด้านการจัดการบ่อ การแปรรูป และการตลาด อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึงการฝึกอบรม แหล่งเงินทุน และกระบวนการตัดสินใจ อันเนื่องมาจากบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับบทบาทในครัวเรือนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านเพศสภาพของกรมประมง และโครงการต่าง ๆ เช่น CAPFISH-Capture ได้ส่งเสริมแนวทางแก้ไขผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้านตาม หลักการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (Good Aquaculture Practices: GAPs) รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับวิสาหกิจขนาดย่อม ขนาดเล็ก และขนาดกลาง MSMEs ที่นำโดยผู้หญิง โดยตั้งเป้าหมายให้มีการมีส่วนร่วมของผ็หญิงไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 (Samruol 2023) การบูรณาการมิติด้านเพศสภาพเข้าในโครงการนำร่อง IMTA ช่วยเสริมพลังให้ผู้หญิงและเยาวชนเป็นผู้นำในการเพาะเลี้ยงแบบหลากหลาย เพิ่มรายได้ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ป่าชายเลนภายใต้กรอบกฎหมายประมง (Leakhena 2018)
การเชื่อมโยงผลลัพธ์เหล่านี้กับเป้าหมายของชุมชนจะรับประกันการกระจายผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมจากการขยายตัวของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
การทำลายป่าชายเลนและแนวปฏิบัติที่ไม่ยั่งยืน
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการเลี้ยงกุ้ง เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการทำลายป่าชายเลนในหลายภูมิภาคของโลก โดยการเปลี่ยนพื้นที่ชายฝั่งขนาดใหญ่ให้เป็นบ่อเพาะเลี้ยง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงแห่งเดียว มีการสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนมากกว่า 100,000 เฮกตาร์ในช่วงปี ค.ศ. 2000-2012 โดยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นสาเหตุประมาณร้อยละ 30 ของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว (Richards 2016) ในระดับโลก กิจกรรมอย่างการเลี้ยงกุ้งมีส่วนทำให้ป่าชายเลนสูญหายไปประมาณหนึ่งในสามของพื้นที่ทั้งหมดภายในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา (Carrión-Mero 2024)
ในกัมพูชาเช่นเดียวกัน แม้ว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่การขยายตัวของภาคส่วนนี้ได้ส่งผลให้เกิดการทำลายป่าชายเลนอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การเลี้ยงกุ้งแบบเข้มข้นในจังหวัดเกาะกงมิได้คำนึงถึงแนวปฏิบัติด้านการบำบัดน้ำทิ้งและการคัดเลือกสถานที่ การบังคับใช้กฎระเบียบที่ไม่เข้มแข็ง ในด้ายการกำจัดของเสียและการเลือกสถานที่ ทำให้มีการปล่อยน้ำทิ้งที่ไม่ผ่านการบำบัด ส่งผลให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมและเกิดการระบาดของโรค ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก (Richards 2016) นอกจากนี้ แรงกดดันจากชุมชนและการเพิ่มขึ้นของประชากรในเขตป่าชายเลนทำให้การเปลี่ยนสภาพรุนแรงขึ้น สะท้อนถึงแนวโน้มของภูมิภาคที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำติดเป็นอันดับต้น ๆ ของปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการสูญเสียป่าชายเลน
การสูญเสียนี้ลดความหลากหลายทางชีวภาพ กำจัดแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และทำให้การปกป้องชายฝั่งจากพายุและการพังทลายอ่อนแอลง และยังปลดปล่อยคารบอนสีน้ำเงินที่สะสมไว้ ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น และสร้างความเสียหายต่อชุมชนท้องถิ่นโดยการทำลายทำลายวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการประมงและทรัพยากรป่าไม้ (Down to Earth 2003)
รูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อป่าชายเลน
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับป่าชายเลนแบบบูรณาการ (IMA) หรือที่เรียกว่า silvofisheries ผสมผสานการเลี้ยงกุ้งและปลาในความหนาแน่นต่ำ เข้ากับการคงอยู่ของไม้ป่าชายเลนภายในพื้นที่ชายฝั่งเดียวกัน ในบางกรณีมีการปรับพื้นที่ป่าชายเลนเดิมบางส่วนให้เป็นบ่อเพาะเลี้ยง โดยยังคงไม้ยืนต้นไว้เพื่อคงประโยชน์เชิงนิเวศ ขณะที่บางรูปแบบเป็นการปลูกฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่บ่อกุ้งที่ถูกทิ้งร้างหรือพื้นที่ที่เคยถูกทำลาย (McSherry 2023)
แนวทางดังกล่าวสามารถกรองมลพิษจากบ่อเพาะเลี้ยงได้ถึงร้อยละ 80-90 ผ่านรากของไม้ป่าชายเลน ช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำ และรักษาผลผลิตในระยะยาวที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการเพาะเลี้ยงเชิงเดี่ยวแบบเข้มข้น IMA จึงสร้างสมดุลระหว่างผลผลิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกับการอนุรักษ์ป่าชายเลน ลดแรงกดดันต่อการการทำลายพื้นที่ป่าชายเลนสุทธิ (Earth Overshoot Day)
คล้ายคลึงกับ IMA ระบบ IMTA ที่ผสมผสานกุ้ง ปู ปลา และสาหร่ายทะเลร่วมกันในป่าชายเลน สามารถเพิ่มรายได้และลดการรุกล้ำพื้นที่บ่อเพาะเลี้ยง ดังที่ได้มีการทดลองในเวียดนามและสามารถปรับใช้ในกัมพูชาได้ ในเวียดนาม ระบบป่าชายเลน-กุ้งแบบบูรณาการ (คล้ายกับ IMTA) เพิ่มผลผลิตและรายได้โดยการผสมผสานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเข้ากับพื้นที่ครอบคลุมป่าชายเลน 20-60% ในบ่อ ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการ และกระจายการผลิตกุ้งด้วยปูและปลา ระบบเหล่านี้ลดความเสี่ยงจากโรคผ่านการบำบัดตามชีววิธีทางธรรมชาติและฟื้นฟูบริการระบบนิเวศที่สูญเสียไปจากการการทำลายป่าชายเลน (McSherry 2023)
ป่าชายเลนที่ยังคงสมบูรณ์ทำหน้าที่ให้บริการระบบนิเวศที่สำคัญ ได้แก่ การป้องกันชายฝั่ง การกักเก็บคาร์บอน การหมุนเวียนธาตุอาหาร และการสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะในเขตน้ำขึ้นน้ำลงซึ่งมักทับซ้อนกับพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้ง ดังนั้น การตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ป่าชายเลนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ให้แก่ชุมชนมนุษย์ เช่น การปกป้องชายฝั่ง การกักเก็บคารบอน และการสนับสนุนการประมง ได้เพิ่มความสำคัญต่อความพยายามในการอนุรักษ์ (Ronnback 1999)
รูปแบบการเพาะเลี้ยงดังกล่าวสะท้อนแนวทางทางเลือกที่ยั่งยืนในการสร้างรายได้และแหล่งโปรตีนให้แก่ชุมชนที่พึ่งพาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการฟื้นฟูสามารถฟื้นฟูหน้าที่บางอย่างของระบบนิเวศได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยที่ยังคงสภาพสมบูรณ์จากการเปลี่ยนสภาพยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดเพื่อรักษาบริการที่สำคัญทั้งหมดของป่าชายเลน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
โครงการพัฒนาด้านการจัดการป่าชายเลนของกัมพูชาให้ความสำคัญกับความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน เพื่อรับมือกับการสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนที่เกิดจากการขยายตัวของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากรัฐบาลระดับจังหวัดเพื่อให้มั่นใจในการบังคับใช้นโยบายและงบประมาณที่เพียงพอสำหรับการตรวจสอบการอนุรักษ์ป่าชายเลนในพื้นที่เสี่ยง เช่น เกาะกง นอกจากนี้ การสนับสนุนนี้จำเป็นต้องกำหนดพื้นที่ป่าชายเลนเป็น “แหล่งหาอาหารและแหล่งผสมพันธุ์ที่สำคัญสำหรับสัตว์น้ำและพื้นที่น้ำท่วมถึงที่ได้รับการคุ้มครอง” (Ratana 2024)
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเสริมสร้างการบังคับใช้กฎหมายประมงอย่างจริงจัง โดยกำหนดเขตกันชนชายฝั่งทะเลอย่างน้อย 150 เมตร บังคับใช้ระบบบำบัดน้ำทิ้งที่มีประสิทธิภาพ และใช้การติดตามด้วยดาวเทียมเพื่อยับยั้งขยายตัวของบ่อเพาะเลี้ยงที่ผิดกฎหมาย (Song 2004)
การฝึกอบรมด้าน IMTA (ระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายระดับโภชนาการแบบบูรณาการ) และ GAPs (หลักการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี) สำหรับเยาวชนและผู้หญิง ร่วมกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการบำบัดของเสียที่ดีขึ้นและบ่อที่ยั่งยืนมากขึ้น เป็นสิ่งจำเป็น (Leakhena 2018)
Ratana (2024) ยังชี้ให้เห็นว่า กระทรวงเกษตร กระทรวงสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการจัดการและพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งของกัมพูชายังขาดแคลนงบประมาณที่เพียงพอสำหรับการอนุรักษ์และการจัดการป่าชายเลน ดังนั้นการเพิ่มการจัดสรรงบประมาณที่ใช้ประโยชน์ได้ดี ควบคู่กับการแสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชนและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น จึงเป็นข้อแนะนำสมที่สมควรอย่างยิ่ง
บทสรุป
ป่าชายเลนมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของกัมพูชา โดยให้ประโยชน์ทางนิเวศวิทยา การปกป้อง และเศรษฐกิจที่เป็นรากฐานของความยั่งยืน การเสื่อมถอยของป่าชายเลนจากการปฏิบัติที่ทำลายล้างคุกคามความมั่นคงทางอาหารและการดำรงชีพ แต่นวัตกรรมและนโยบายที่เป็นมิตรต่อป่าชายเลนเป็นหนทางในการฟื้นฟูในส่วนนี้ได้ การให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูจะช่วยให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเติบโตได้ท่ามกลางภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศ และสร้างความมั่นคงให้กับอนาคตของพื้นที่ชายฝั่งกัมพูชาในระยะยาว
