โดย Dr. Lonn Pichdara

ปลาธรรมชาติเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณค่าสำหรับประชาชนหลายล้านคน ที่อาศัยอยู่ตามแนวลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยสำคัญของประชากรปลาหลากหลายชนิด อย่างไรก็ตาม ประชากรปลาธรรมชาติในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างกำลังเผชิญกับภาวะคุกคาม และวิถีชีวิตของชาวประมงได้รับผลกระทบเชิงลบจากการลดลงของทรัพยากรประมง (Chevalier 2023) สาเหตุของการลดลงดังกล่าว ได้แก่ การทำประมงเกินขนาด การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง เช่น การสร้างเขื่อน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และการบังคับใช้กฎหมายด้านการจัดการประมงที่จำกัด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว จึงมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมาย ควบคู่กับการรณรงค์ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน และการขยายตัวของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่องทั่วภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (Orr 2012; Pittock 2017; Kang 2022)
ปัจจุบัน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคิดเป็น 48% ของปริมาณปลาทั้งหมดในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (SEAFDEC 2025) หลายฝ่ายมองว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนี้เป็นแนวทางแก้ปัญหาโดยอิงธรรมชาติที่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารได้ เนื่องจากใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ลำธาร บ่อน้ำ หรือนาข้าว เป็นเครื่องมือตามธรรมชาติในการเพาะเลี้ยงปลาและจัดหาอาหารเพิ่มเติมให้แก่ประชากรที่เพิ่มขึ้น (Le Gouvello 2022)
ในบริบทของอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในหลายกิจกรรม เช่น การเตรียมอาหารสัตว์น้ำ การจัดการบ่อเลี้ยง การเฝ้าระวังโรค การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การแปรรูป และการตลาด (Bosma 2018) อย่างไรก็ตาม บทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงมักไม่ได้รับการยอมรับอย่างเพียงพอในเชิงนโยบายและสถิติ (Ninh 2022) พลวัตทางเพศภาวะ (gender dynamics) ภายในภาคส่วนนี้ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำกัดทั้งผลลัพธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ (Kruijssen 2018)
บทความนี้ทบทวนงานศึกษาที่มีคุณค่าเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและประเด็นทางเพศในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (กัมพูชา เวียดนาม ลาว และไทย) โดยมุ่งเน้นไปที่อุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงต่อไป
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในฐานะ NbS ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง: การวิเคราะห์ตามเกณฑ์ 8 ประการ
แนวทางแก้ปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (Nature-based Solution: NbS) ได้รับการนิยามโดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ว่าหมายถึง “การดำเนินการเพื่อปกป้อง ฟื้นฟู และจัดการระบบนิเวศ เพื่อรับมือกับความท้าทายของสังคมอย่างยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์สามประการ ได้แก่ ประโยชน์ร่วมด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์ระบบนิเวศ และการฟื้นฟูระบบนิเวศ (IUCN 2020) ทั้งนี้ มาตรฐานสากลของ IUCN ว่าด้วย NbS ได้กำหนดเกณฑ์ 8 ประการที่ต้องบรรลุ ก่อนที่กิจกรรมใดจะได้รับการพิจารณาว่าเป็น NbS อย่างแท้จริง
NbSต้องตอบสนองต่อความท้าทายของสังคม: การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตอบสนองโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหาร การลดความยากจน และความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในทะเลสาบโตนเลสาบของกัมพูชาและสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นแหล่งโปรตีนให้ประชาชนหลายล้านคน พร้อมทั้งลดแรงกดดันต่อการประมงจากธรรมชาติ (FAO 2022) นอกจากนี้ยังช่วยให้ชุมชนปรับตัวต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศด้วยการกระจายแหล่งรายได้
NbS ต้องถูกนำไปปฏิบัติในระดับที่เหมาะสม: การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดำเนินการในระดับที่หลากหลาย ตั้งแต่บ่อเลี้ยงขนาดเล็กในครัวเรือนของลาว ไปจนถึงฟาร์มกุ้งขนาดใหญ่เพื่อการส่งออกในประเทศไทย ความสามารถในการปรับขนาดนี้ทำให้ NbS สามารถปรับให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในระดับชุมชนและการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค (ASEAN Secretariat 2023)
NbS ต้องมีความจำเพาะต่อพื้นที่และบริบท: ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างได้รับการปรับให้สอดคล้องกับระบบนิเวศท้องถิ่นเช่น ระบบการทำนาร่วมกับการเลี้ยงปลาในกัมพูชา การเพาะเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนแบบบูรณาการในเวียดนาม และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อบนพื้นที่สูงในลาว แนวปฏิบัติที่มีความจำเพาะต่อพื้นที่เหล่านี้สอดคล้องกับหลักการ NbS โดยเคารพต่อบริบทเชิงนิเวศและวัฒนธรรม (IPCC 2023)
NbS ต้องก่อให้เกิดผลสุทธิด้านความหลากหลายทางชีวภาพ: การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีการจัดการที่ดีสามารถเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เช่นการทำนาร่วมกับการเลี้ยงปลาแบบผสมผสานช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดการใช้ยาฆ่าแมลง ในขณะที่ระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนช่วยฟื้นฟูถิ่นอาศัยชายฝั่ง แนวปฏิบัติเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่ไปกับการดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิต (FAO 2022)
NbS ต้องมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เวียดนามเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายใหญ่ที่สุดของโลก ขณะที่กัมพูชาและลาวพึ่งพาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นแหล่งรายได้ของชนบท การผนวกหลักความยั่งยืนไว้เป็นส่วนหนึ่งช่วยให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดำรงอยู่ในระยะยาว และลดต้นทุนภายนอก เช่น การทำประมงเกินขนาด (ASEAN Secretariat 2023)
NbS ต้องมีความครอบคลุม เท่าเทียม และมีส่วนร่วม: ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในด้านการแปรรูปและการตลาด การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีความครอบคลุมช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของครัวเรือนและการมีส่วนร่วมของชุมชน (FAO 2022)
NbS ต้องรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ: การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเมื่อบูรณาการเข้ากับแนวทางเชิงระบบนิเวศ จะช่วยสนับสนุนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ตัวอย่างเช่น ระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชาบเลนในเวียดนามช่วยรักษาการป้องกันชายฝั่ง ขณะที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่สูงของลาวช่วยลดการพังทลายของดินด้วยการรักษาเสถียรภาพของการใช้น้ำ (IPCC 2023)
NbS ต้องมีการจัดการแบบปรับตัว: ระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างได้นำการจัดการแบบปรับตัวมาใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น การใช้สายพันธุ์ที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ และเทคโนโลยีที่ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการแบบปรับตัวช่วยให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังคงอยู่ได้ภายใต้สภาพภูมิอากาศและสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (FAO 2022)
ดังนั้น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกัมพูชา เวียดนาม ลาว และไทย จึงสอดคล้องกับเกณฑ์ของ NbS เนื่องจากสามารถตอบสนองต่อความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ ดำรงวิถีชีวิต และสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดำเนินงานตามเกณฑ์ NbS ทั้ง 8 ประการนี้ ทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางแก้ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์โดยอิงธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างอีกด้วย
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างและบทบาทต่อความเท่าเทียมทางเพศ
ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างเกือบทั้งหมด ซึ่งระบบการผลิตแบบรายย่อยพึ่งพาแรงงานครัวเรือนเป็นหลัก มีอัตราการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการผลิตสัตว์น้ำใกล้เคียงกันที่ 35–55% อุปสรรคสำคัญต่อการมีส่วนร่วม ได้แก่ การเข้าถึงการฝึกอบรมและแหล่งสินเชื่อที่จำกัด ตลอดจนการขาดการยอมรับบทบาทของผู้หญิงอย่างเป็นทางการ แม้ว่าผู้หญิงจะมีส่วนสำคัญต่อประสิทธิภาพการผลิตก็ตาม (Kruijssen 2021; Kusakabe 2025)
การศึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาสวายในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงตอนล่างของเวียดนาม ชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการจัดการคุณภาพน้ำและการตัดสินใจในระดับครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของผู้หญิงถูกขัดขวางโดยข้อจำกัดในการเข้าถึงการฝึกอบรมและบริการส่งเสริมการเกษตร ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เสมอภาคเชิงสังคมและวัฒนธรรมในระบบธรรมาภิบาลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Ninh 2022)
การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งพบว่าบทบาทของผู้หญิงกระจุกตัวอยู่ในด้านการเตรียมอาหารสัตว์ และการแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว ขณะที่ผู้ชายมีบทบาทเด่นในงานก่อสร้างบ่อเลี้ยงและการเก็บเกี่ยวผลผลิต ผลการวิเคราะห์การถดถอย (regression analysis) จากข้อมูลการสำรวจระบุว่าระบุครัวเรือนที่มีการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกิจกรรมตรวจสอบคุณภาพน้ำในระดับที่สูงกว่า มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อของสัตว์น้ำ (feed conversion ratio: FCR) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Boyd 1998)
อุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมและการยอมรับผู้หญิงในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
อุปสรรคเชิงโครงสร้างหลายประการจำกัดการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของผู้หญิงในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประการแรก การเข้าถึงทรัพยากร เช่น สินเชื่อ บริการส่งเสริมการเกษตร และการฝึกอบรม ยังคงมีความไม่เท่าเทียม (Ninh 2022) การสำรวจทั่วภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างแสดงให้เห็นว่าผู้ชายมีแนวโน้มได้รับการฝึกอบรมทางเทคนิคมากกว่า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออำนาจในการตัดสินใจด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน ประการที่สอง บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมเสริมสร้างการแบ่งงานตามเพศ โดยมองว่าการมีส่วนร่วมของผู้หญิงเป็น “งานสนับสนุน” มากกว่า “งานวิชาชีพ” ความไม่ชัดของบทบาท ส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการยอมรับและค่าตอบแทน ประการที่สาม ยังคงมีช่องว่างด้านนโยบาย เนื่องจากยุทธศาสตร์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระดับชาติมักล้มเหลวในการบูรณาการกรอบที่คำนึงถึงมิติทางเพศ ส่งผลให้มาตรการต่าง ๆ มองข้ามขีดความสามารถ ศักยภาพ และความเชี่ยวชาญของผู้หญิง (Newton 2019)
ในประเด็นการตัดสินใจและการเข้าถึงทรัพยากร มีเพียง 32% ของผู้หญิงที่สำรวจรายงานว่ามีอำนาจการตัดสินใจหลักในกิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเข้าถึงบริการส่งเสริมการเกษตรมีความไม่เท่าเทียม โดย 68% ของผู้ชายเคยได้รับการฝึกอบรม เทียบกับสัดส่วนที่น้อยกว่าในกลุ่มผู้หญิง ผลการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (logistic regression) จากข้อมูลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า การเข้าถึงการฝึกอบรม เป็นตัวพยากรณ์ที่สำคัญต่ออำนาจการตัดสินใจของผู้หญิง ผลการวิจัยเหล่านี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่าเชิงเพศที่เน้นย้ำถึงความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างในการกระจายทรัพยากร (Kruijssen 2021)
แนวทางแก้ไขและเส้นทางก้าวต่อไป
ดังนั้น แนวทางนโยบายควรบูรณาการมิติทางเพศเข้าไปในยุทธศาสตร์การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การศึกษาล่าสุดที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นของแนวทางที่เปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานของความไม่เท่าเทียมทางเพศ (gender-transformative approaches) ซึ่งไปไกลกว่าแค่การดึงให้เข้ามามีส่วนร่วม แต่เป็นการท้าทายบรรทัดฐานที่ไม่เท่าเทียมอย่างจริงจัง ให้แนวทางที่เป็นประโยชน์ในเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น Kusakabe และคณะ (2025) ได้เสนอกรอบโครงสร้างการติดตามตรวจสอบมิติเชิงเพศ (Gender Monitoring Schema) ที่สามารถบันทึกกระบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลง ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงในด้านความสามารถและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงได้ งานศึกษาดังกล่าวเป็นพื้นฐานของข้อเสนอแนะ 3 ประการดังนี้
การขยายการฝึกอบรมที่คำนึงถึงมิติทางเพศ
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างมีลักษณะเข้มข้นด้านความรู้มากขึ้น ต้องอาศัยทักษะด้านการจัดการอาหาร การป้องกันโรค การตรวจติดตามคุณภาพน้ำและการเข้าถึงตลาด ด้วยการบูรณาการการฝึกอบรมที่คำนึงถึงมิติทางเพศ รัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนสามารถมั่นใจได้ว่าผู้หญิงไม่ได้เพียงแค่มีส่วนร่วม แต่มีอำนาจอย่างแข็งขันให้สามารถนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ได้ สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะการมีส่วนร่วมของผู้หญิงส่งผลโดยตรงต่อผลผลิต ความมั่นคงทางอาหาร และผลลัพธ์ด้านโภชนาการของครัวเรือน
การศึกษาวิจัยที่ใช้กรอบโครงสร้างการติดตามตรวจสอบมิติเชิงเพศ ได้เปิดเผยถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกด้านความสามารถของผู้หญิงในระบบการทำนาร่วมกับการเลี้ยงปลาของเวียดนาม ครัวเรือนที่เข้าร่วมการฝึกอบรมเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานของความไม่เท่าเทียมทางเพศ รายงานว่ามีการตัดสินใจร่วมกันเพิ่มขึ้น (Kusakabe 2025)
หลักฐานระดับครัวเรือนยังชี้ว่าการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมช่วยเพิ่มผลผลิต ครัวเรือนที่มีการตัดสินใจร่วมและการแบ่งปันความรับผิดชอบทางเทคนิค รายงานว่ามีผลผลิตสูงขึ้นและอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR) ของสัตว์น้ำดีขึ้น ซึ่งตอกย้ำถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของความเท่าเทียมทางเพศ (Kruijssen 2021) ระดับชุมชน โครงสร้างธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วม เช่นสหกรณ์หรือกลุ่มผู้ผลิตที่มีผู้หญิง มีส่วนเสริมสร้างความยืดหยุ่น โดยเฉพาะในระบบที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ เช่น การทำนาร่วมกับการเลี้ยงกุ้งในเวียดนาม (Trinh 2021)
นอกจากนี้ การฝึกอบรมที่คำนึงถึงมิติทางเพศต้องสอดคล้องกับบริบทสังคมชนบท ผู้หญิงมักทำกิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคู่กับการดูแลภาระงานในครัวเรือนอื่น ๆ จึงควรยืดหยุ่นด้านเวลา สถานที่ และรูปแบบ เช่นจัดบริการส่งเสริมแบบเคลื่อนที่ หรือการอบรมในชุมชน จะสามารถลดอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมได้ ในพื้นที่โตนเลสาบของกัมพูชา และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในงานแปรรูปและการตลาดอยู่แล้ว ดังนั้นการเสริมความรู้ทางเทคนิคจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่มูลค่า (ASEAN Secretariat 2023)
การบูรณาการแนวทางนี้เข้ากับแนวโน้มการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในปัจจุบัน จะช่วยให้แน่ใจว่าการพัฒนาทางเทคโนโลยีไม่ได้ขยายช่องว่างระหว่างเพศ แต่กลับเสริมสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมอย่างทั่วถึง
การอำนวยความสะดวกด้านสินเชื่อและโครงการการเข้าถึงบริการทางการเงิน
การเข้าถึงแหล่งทุนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้หญิงในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทั่วลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (Larson 2023) ระบบธนาคารแบบดั้งเดิมมักกำหนดหลักประกัน โฉนดที่ดิน หรือการจดทะเบียนธุรกิจอย่างเป็นทางการ ซึ่งผู้หญิงจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติตามได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านสิทธิในทรัพย์สินและลักษณะงานไม่เป็นทางการ หากปราศจากเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะ ผู้หญิงจะถูกจำกัดโอกาสในการขยายการผลิต ลงทุนในปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ หรือการนำเทคโนโลยีที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาใช้ การอำนวยความสะดวกด้านสินเชื่อรายย่อย กลุ่มออมทรัพย์ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบสนองต่อมิติทางเพศ ช่วยให้ผู้หญิงสามารถเป็นผู้ประกอบการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่แข็งขัน แทนที่จะเป็นเพียงแรงงานชั้นสอง
แนวทางบูรณาการนี้มีความเร่งด่วนเป็นพิเศษ เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มปัจจุบันที่มุ่งสู่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบอุตสาหกรรมและเชิงส่งออกในเวียดนามและไทย และการผลักดันให้มีวิถีชีวิตที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศในกัมพูชาและลาว การเข้าถึงสินเชื่อช่วยให้ผู้หญิงสามารถกระจายชนิดสัตว์น้ำ ลงทุนในอาหารคุณภาพสูง และใช้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อลดความเสี่ยงโรค นอกจากนี้การเข้าถึงทางการเงินยังช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของครัวเรือน เนื่องจากผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะนำรายได้ไปลงทุนในการศึกษา สุขภาพ และโภชนาการมากกว่า (UNDP 2023)
ด้วยการนำแนวทางการเงินที่ตอบสนองต่อมิติทางเพศเข้าสู่การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภูมิภาคนี้จะเปิดโอกาสให้เกิดฐานผู้ประกอบการที่กว้างขึ้น ทำให้การเติบโตไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในกิจการที่ผู้ชายครอบงำ แต่กระจายไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง
การผนวกกรอบการติดตามเชิงเพศเข้าในนโยบายการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระดับชาติ
นโยบายการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับความยั่งยืน ความยืดหยุ่นต่อภูมิอากาศ และการบูรณาการระดับภูมิภาค (Du 2023) อย่างไรก็ตาม หากขาดกลไกติดตามด้านเพศภาวะ ความก้าวหน้าอาจไม่ทั่วถึงและไม่ปรากฏชัด การกำหนดตัวชี้วัดด้านเพศเข้าไปในนโยบายการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ช่วยให้ภาครัฐสามารถประเมินได้ว่าผู้หญิงได้รับประโยชน์จากการฝึกอบรม สินเชื่อ และการเข้าถึงตลาดหรือไม่ และมาตรการต่าง ๆ ลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่ แนวทางนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความเป็นธรรม แต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพ การศึกษาแสดงให้เห็นว่าระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ครอบคลุมเรื่องเพศมีผลผลิตสูงกว่าและมีความยืดหยุ่นมากกว่า เนื่องจากใช้ประโยชน์จากทักษะและมุมมองของสมาชิกทุกคนในชุมชน (IPCC 2023)
สำหรับ กัมพูชา เวียดนาม ไทย และลาว กรอบติดตามตรวจสอบมิติเชิงเพศดังกล่าวยังสอดคล้องกับพันธกรณีตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งเสนอโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติในปี ในปี 2015 โดยเฉพาะ SDG 5 (ความเท่าเทียมทางเพศ) และ SDG 14 (สิ่งมีชีตใต้ท้องทะเล) ด้วยการสร้างความรับผิดชอบที่เป็นสถาบัน กระทรวงต่าง ๆ สามารถระบุปัญหาและปรับยุทธศาสตร์ได้ตามความเหมาะสม ตัวอย่างเช่น เมื่อการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในโปรแกรมส่งเสริมการเกษตรยังคงต่ำแม้จะมีพันธกรณีทางนโยบาย การผนวกกรอบการติดตามยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ให้ทุน เนื่องจากพันธมิตรนานาชาติต้องการหลักฐานการบูรณาการมิติทางเพศในโครงการที่ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น (ASEAN Secretariat 2023) ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้อาจหมายถึงการเก็บข้อมูลแยกตามเพศการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การตรวจสอบเชิงเพศของบริการส่งเสริมการเกษตรอย่างสม่ำเสมอ และการทบทวนนโยบายที่รับฟังเสียงของผู้หญิงอย่างแท้จริง
กรอบดังกล่าวทำให้ความเสมอภาคทางเพศไม่ใช่เพียงวาทกรรมเชิงนโยบาย แต่เป็นองค์ประกอบที่วัดผลได้ บังคับใช้ได้ และเป็นกลไกหลักของการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
บทสรุป
ในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีส่วนสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและค้ำจุนวิถีชีวิตของชนบท ด้วยการวางตำแหน่งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในฐานะแนวทางแก้ปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (NbS) ภูมิภาคนี้สามารถบรรเทาปัญหาการขาดแคลนโปรตีน พร้อมทั้งเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรทางน้ำเป็นหลักได้
ผู้หญิงมีส่วนสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญตลอดห่วงโซ่คุณค่าของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่ยังคงถูกจำกัดโดยการเข้าถึงการฝึกอบรม สินเชื่อ และอำนาจในการตัดสินใจที่จำกัด การศึกษาวิจัยต่าง ๆ ชี้ให้เห็นตรงกันว่าการมีส่วนร่วมที่เท่าเทียมทางเพศช่วยเพิ่มผลิตภาพ โดยครัวเรือนที่ปฏิบัติการจัดการอย่างเสมอภาคบรรลุผลผลิตที่สูงขึ้นและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ดังนั้น การแก้ไขความเหลื่อมล้ำเชิงเพศจึงมิใช่เพียงประเด็นความยุติธรรมทางสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของภาคส่วนนี้ด้วย
ในก้าวต่อไป การบูรณาการกรอบการทำงานที่คำนึงถึงมิติทางเพศเข้าสู่นโยบาย และการปฏิบัติจริงด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นสิ่งจำเป็น ความร่วมมือระดับภูมิภาค การพัฒนาขีดความสามารถที่ตรงจุด และการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม จะสามารถทลายอุปสรรคเชิงโครงสร้างพร้อมกับขยายขีดความสามารถของผู้หญิงให้เด่นชัดขึ้น การผนวกความเท่าเทียมทางเพศเข้ากับยุทธศาสตร์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จะช่วยให้กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างสามารถขับเคลื่อนทั้งการพัฒนาที่ยั่งยืน อธิปไตยทางอาหาร และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมๆ กัน
ในท้ายที่สุด อนาคตของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างขึ้นอยู่กับการยอมรับและใช้ประโยชน์จากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ทั้งชายและหญิง เพื่อสร้างระบบที่ครอบคลุม มีผลผลิต และยั่งยืน
