โดย Sothearoth Chea

ประเทศกัมพูชามีวัฒนธรรมการบริโภคปลาในปริมาณสูงมาอย่างยาวนาน โดยปลาเป็นแหล่งโปรตีนถึงร้อยละ 76 ของการบริโภคโปรตีนในระดับครัวเรือน (Sithirith 2024) ปลาเป็นอาหารที่มีการบริโภคมากเป็นอันดับสองรองจากข้าว ซึ่งเป็นผลมาจากความอุดมสมบูรณ์ของทะเลสาบโตนเลสาบ (Tonle Sap Lake) และลุ่มแม่น้ำโขงเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณทรัพยากรปลาธรรมชาติของกัมพูชาในปัจจุบันได้ลดลงสู่ระดับวิกฤต อันเป็นผลจากปัจจัยหลายประการที่ทับซ้อนกัน ได้แก่ การทำประมงที่ไม่ยั่งยืน การตัดไม้ทำลายป่า การก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เครื่องมือประมงผิดกฎหมายมักถูกระบุโดยเจ้าหน้าที่และนักวิจัยกัมพูชาว่าเป็นภัยคุกคามภายในที่ร้ายแรงที่สุดต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้ระบบแม่น้ำเกิดการแบ่งแยก กีดขวางเส้นทางอพยพที่จำเป็นของปลา และเปลี่ยนแปลงพลวัตการไหลตามธรรมชาติของทะเลสาบโตนเลสาบ (Linh 2022; Hogen 2025) การเปลี่ยนพื้นที่ป่าบุ่งป่าทาม (Flooded Forests) เพื่อเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อปลูกข้าว ได้ลดทอนพื้นที่สำคัญซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลและถิ่นอาศัยของปลา ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการฟื้นตัวตามธรรมชาติของระบบนิเวศทะเลสาบ (Linh 2022) ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำและรูปแบบการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำในฤดูน้ำหลาก ยังส่งผลโดยตรงต่อต่อผลิตภาพในการวางไข่และแพร่พันธุ์ของปลา
ข้อมูลจากการบอกเล่าของประชาชนผู้อยู่อาศัยในอำเภอเอกพนม (Ek Phnom) และอำเภอสำลอท (Samlot) จังหวัดพระตะบอง ระบุว่าในอดีตพวกเขาสามารถจับปลาได้ในปริมาณมาก (สูงถึงหลายร้อยกิโลกรัมต่อวัน) แต่ปัจจุบันผลผลิตลดลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียงประมาณ 10 กิโลกรัมหรือน้อยกว่าต่อวัน (Giacomelli 2022) เมื่อทรัพยากรปลาในโตนเลสาบและแม่น้ำโขงลดน้อยลง รัฐบาลกัมพูชาจึงมีเป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพาส่วนใหญ่จากการทำประมงธรรมชาติ (Capture fisheries) ไปสู่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture) เพื่อตอบสนองความต้องการโปรตีนของประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture) คืออะไร
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในประเทศกัมพูชาหมายถึงการเพาะเลี้ยงสิ่งมีชีวิตน้ำ โดยเฉพาะปลาน้ำจืด ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมได้ เช่น กระชังแบบลอยน้ำหรือบ่อดิน เพื่อการบริโภคเป็นอาหารและการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ (FAO) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลายเป็นกิจกรรมที่แพร่หลาย โดยมุ่งเน้นการเลี้ยงชนิดพันธุ์หลัก ได้แก่ ปลาสวาย ปลานิล ปลาช่อน และปลาตระกูลคาร์ป เช่น ปลาลิ่นหรือปลาเกล็ดเงิน และปลาไน
ตามข้อมูลสำมะโนการเกษตรกัมพูชา พ.ศ. 2566 (CAC) ระบุว่ามีครัวเรือนชาวกัมพูชามากกว่า 61,000 ครัวเรือนที่ดำเนินการเลี้ยงปลาในบ่อหรือถังในระดับฟาร์มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (NIS 2023) ระบบขนาดเล็กมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ถึง 500 ตารางเมตร และให้ผลผลิตระหว่าง 1.73 ถึง 400 ตันต่อปี ในขณะที่ฟาร์มขนาดกลางมีพื้นที่ตั้งแต่ 500 ถึง 3,000 ตารางเมตร และให้ผลผลิตตั้งแต่ 5.3 ถึง 1,600 ตันต่อปี (Joffre 2021)
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นทางออกที่ยั่งยืนหรือไม่
แม้ว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิมจะก่อให้เกิดคุณประโยชน์ในเชิงปฏิบัติ แต่การจัดการที่ไม่เหมาะสมก็ก่อให้เกิดความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ประเด็นหลักที่น่ากังวลคือการระบายน้ำเสียจากการเลี้ยงปลาที่ยังไม่ผ่านการบำบัดออกสู่ภายนอกบ่อยครั้ง โดยเฉพาะจากสัตว์น้ำสายพันธุ์ที่ขับถ่ายของเสียสูงอย่างปลานิล น้ำทิ้งดังกล่าวมักประกอบด้วยแอมโมเนีย ตะกอนเลน อาหารเหลือ และสารประกอบไนโตรเจนหลายรูปแบบ ซึ่งโดยทั่วไปจะถูกปล่อยลงสู่พื้นที่เกษตร คลอง หรือแม่น้ำที่อยู่ใกล้เคียงโดยตรง
เมื่อสารเหล่านี้ถูกปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม จะก่อให้เกิดสภาวะยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) ส่งผลให้เกิดการเพิ่มจำนวนสาหร่ายอย่างมาก การลดลงของออกซิเจนละลายน้ำ และการเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำผิวดิน ตะกอนที่สะสมสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดินและลดประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร ขณะที่ระดับแอมโมเนียที่สูงมีความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตน้ำ ในฤดูแล้งการถ่ายเทน้ำซ้ำหลายครั้งยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพิ่มการแข่งขันในการใช้น้ำระหว่างกิจกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเกษตรและการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำลายถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ แต่ยังส่งผลความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อประชากรที่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำเหล่านี้ในการอุปโภคบริโภคและการชลประทาน
ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากการระบายน้ำเสียที่ไม่ได้บำบัดนั้นขยายขอบเขต เกินกว่าความเสียหายทางนิเวศวิทยา โดยยังนำไปสู่ภาระทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ แหล่งน้ำที่เสื่อมโทรมบีบบังคับให้ชุมชนต้องแสวงหาแหล่งน้ำทางเลือกซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายสูง ผลิตภาพทางการเกษตรที่ลดลงอันเนื่องมาจากน้ำชลประทานที่มีการปนเปื้อนย่อมส่งผลให้ผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรลดลง ยิ่งกว่านั้นเมื่อกฎระเบียบด้านคุณภาพน้ำมีความเข้มงวดมากขึ้น การดำเนินงานด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอาจต้องเผชิญกับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือข้อจำกัดในการดำเนินการในอนาคต
จะดำเนินการอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้
แม้สถานการณ์ปัจจุบันอาจดูเป็นความท้าทาย แต่การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ร่วมกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสามารถปรับเปลี่ยนระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ก้าวสู่ความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นได้ โดยเฉพาะผ่านการประยุกต์ใช้ระบบอะควาโปนิกส์ ระบบอะควาโปนิกส์ที่ยั่งยืนเป็นแนวทางตอบสนองในเชิงปฏิบัติต่อความท้าทายทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำขนาดเล็กในชนบทของกัมพูชา ระบบดังกล่าวบูรณาการการเพาะเลี้ยงปลาเข้ากับการเพาะปลูกพืชผ่านกระบวนการบำบัดและหมุนเวียนน้ำแบบวงจรปิด แทนที่จะปล่อยน้ำเสียจากบ่อเลี้ยงปลาออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยรอบ น้ำจะถูกหมุนเวียนผ่านชุดหน่วยบำบัดต่อเนื่องเพื่อกำจัดของแข็งแขวนลอย จากนั้นสารอาหารที่ละลายอยู่จะถูกเปลี่ยนรูปทางชีวภาพ และน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่สำหรับการผลิตพืช วิธีการนี้ทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเกษตรดำเนินการเป็นระบบเดียวที่เชื่อมโยงกัน แทนที่จะเป็นกิจกรรมที่แยกส่วนกัน
ระบบอะควาโปนิกส์ทำงานอย่างไร
ในระบบนี้ปลาจะถูกเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อที่บุด้วยวัสดุกันซึม ซึ่งก่อให้เกิดน้ำเสียที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุและสารประกอบไนโตรเจนจากการขับถ่ายของปลาและอาหารที่เหลือค้าง น้ำเสียจะผ่านหน่วยตกตะกอนเป็นลำดับแรกเพื่อแยกของแข็งที่มีน้ำหนักมาก เช่นมูลปลาและเศษอาหาร จากนั้นน้ำจะไหลเข้าสู่ถังบำบัดทางชีวภาพ (biological oxidation tank) ซึ่งแอมโมเนียจะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของไนโตรเจนที่มีความเป็นพิษน้อยลง ผ่านกิจกรรมของจุลินทรีย์ภายใต้สภาวะที่มีการเติมอากาศ ขั้นตอนการกรองขั้นสุดท้ายโดยใช้หินลาวาที่หาได้ในท้องถิ่น ช่วยปรับเสถียรภาพของคุณภาพน้ำก่อนที่น้ำจะถูกส่งไปยังหน่วยผลิตพืช
มีทางเลือกที่แนะนำ 2 รูปแบบสำหรับการเพาะปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ ได้แก่ ระบบเทคนิคฟีล์มสารอาหาร(Nutrient Film Technique, NFT) หรือแพลอยน้ำ สำหรับครัวเรือนที่ใช้อาหารสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์อย่างสม่ำเสมอ และแบบที่สองคือระบบแปลงปลูกพืชบนวัสดุปลูกหรือดิน (soil-based grow beds) เหมาะกับสถานการณ์ที่คุณภาพอาหารและปัจจัยนำเข้าสารอาหารมีความผันแปรสูงกว่า โดยระบบ NFT จะเพาะปลูกพืชโดยการหมุนเวียนชั้นน้ำบาง ๆ ที่อุดมด้วยธาตุอาหาร (ความลึกประมาณ 2-3 มิลลิเมตร) ผ่านรากพืชที่ไม่ได้ปลูกในวัสดุเพาะชำในรางเอียง ขณะที่ระบบแพลอยน้ำเพาะปลูกพืชในกระถางตาข่ายบนแพโฟมโพลีสไตรีน ที่ลอยอยู่บนสารละลายสารอาหารโดยตรง ส่วนระบบแปลงปลูกในดินผสมผสานดินที่อุดมด้วยสารอาหารเข้ากับเทคนิคการให้น้ำแบบควบคุม
ระบบอะควาโปนิกส์สามารถผลิตทั้งโปรตีนจากสัตว์น้ำและผักสดภายในพื้นที่เดียวกัน ปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่เชื่อถือได้ทางโภชนาการ ในขณะที่ผักใบเขียวและพืชผักที่ปลูกโดยใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วมีส่วนสนับสนุนโภชนาการของครัวเรือนและอาจสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำได้รับการหมุนเวียนใช้อย่างต่อเนื่อง ระบบนี้จึงต้องการน้ำจืดน้อยกว่าการเพาะเลี้ยงปลาแบบดั้งเดิมหรือการเกษตรชลประทานอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เหมาะสมสำหรับพื้นที่ชนบทที่เผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำตามฤดูกาล
การบูรณาการแรงงานแทนการเพิ่มภาระ
ข้อกังวลที่พบบ่อยประการหนึ่งคือ การผสมผสานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกับการปลูกพืชจะก่อให้เกิดภาระงานเป็นสองเท่าระหว่างแผนกเกษตรกรรมที่แยกจากกัน หรือความรับผิดชอบในระดับครัวเรือนหรือไม่ ในทางปฏิบัติ ระบบนี้ช่วยลดความซ้ำซ้อนมากกว่าการเพิ่มภาระโดยลดความกระจัดกระจายของกิจกรรมการผลิต ครัวเรือนเกษตรกรในกัมพูชามักดำเนินกิจกรรมการดำรงชีพหลายอย่างควบคู่กัน เช่นการดูแลบ่อเลี้ยงปลา การปลูกผัก และการทำนาข้าว แนวทางอะควาโปนิกส์ไม่ได้เพิ่มกิจกรรมใหม่ แต่สร้างความเชื่อมโยงเชิงผลิตภาพ ที่เป็นประโยชน์ระหว่างกิจกรรมที่ดำเนินอยู่เดิมแล้ว
ความต้องการแรงงานยังคงเทียบเคียงได้กับการดำเนินงานแบบแยกส่วนตามแบบดั้งเดิม แต่เนื้องานต่างๆมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น แทนที่จะทำการระบายน้ำเสียและการให้น้ำพืชผักแยกกัน การจัดการการไหลของน้ำเพียงระบบเดียวสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสองได้พร้อมกัน งานประจำวัน เช่นการให้อาหารปลา การตรวจสอบระดับน้ำ และการเก็บเกี่ยวพืชผักก็สามารถดำเนินการภายในระบบบูรณาการเดียวกัน แทนที่จะเป็นกิจกรรมแยกส่วนอยู่ในพื้นที่ผลิตที่ต่างกัน สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก การรวมศูนย์กิจกรรมนี้สามารถลดเวลาแรงงานโดยรวมและการเคลื่อนที่ระหว่างพื้นที่การผลิตที่แยกจากกันได้อย่างแท้จริง
ระบบมีความยืดหยุ่นในระดับการผลิตขนาดใหญ่หรือไม่
ในระดับเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่อัตราส่วนต้นทุนต่อผลตอบแทน ยังจำเป็นต้องมีการทดลองและคำนวณเพิ่มเติม ฟาร์มขนาดใหญ่มักมีบ่อเลี้ยงหลายบ่อและมีการระบายน้ำปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิดเต็มรูปแบบอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับแนวทางการนำธาตุอาหารกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบที่เรียบง่ายกว่า ในขณะที่การดำเนินงานในระดับครัวเรือนขนาดเล็กได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบวงจรปิด ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับธาตุอาหารและลดการใช้น้ำภายในพื้นที่จำกัด ส่วนฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างและปริมาณน้ำทิ้งสูง สามารถปรับใช้กลยุทธ์การนำสารอาหารกลับมาใช้ใหม่ได้ในรูปแบบที่เรียบง่ายตามบริบทของตน
ในบริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำขนาดใหญ่สามารถสร้างความร่วมมือกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ใกล้เคียง โดยนำน้ำเสียจากบ่อปลาที่ผ่านการบำบัดขั้นต้นไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกโดยตรง ก่อนการระบายออก ควรมีขั้นตอนการตกตะกอนอย่างง่ายเพื่อดักจับของแข็งแขวนลอยและลดภาระอินทรียวัตถุ ป้องกันการสะสมของตะกอนส่วนเกิน แม้ว่าการเติมอากาศและกระบวนการไนตริฟิเคชันจะสามารถเปลี่ยนแอมโมเนียเป็นไนเตรตเพิ่มเติมได้ แต่ในระบบนาน้ำท่วมขัง พื้นที่เกษตรกรรมเองทำหน้าที่เสมือนระบบบำบัดทางชีวภาพตามธรรมชาติ โดยจุลินทรีย์ในดินและบริเวณรากพืชมีบทบาทในการเปลี่ยนรูปและดูดซึมสารประกอบไนโตรเจน ข้อได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญยังคงเดิม คือการเปลี่ยนของเสียให้เป็นปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่า แทนที่จะมองเป็นปัญหาที่ต้องกำจัด ทั้งนี้ แนวทางทางเทคนิคที่เหมาะสมย่อมแตกต่างกันไปตามขนาด และลักษณะการดำเนินงาน
ต้นทุนและผลประโยชน์ของระบบมีอะไรบ้าง
เช่นเดียวกับนวัตกรรมทางการเกษตรอื่น ๆ การตัดสินใจนำระบบบูรณาการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเกษตรมาใช้ต้องอาศัยการพิจารณาต้นทุนและผลประโยชน์อย่างรอบคอบตามบริบทเฉพาะของแต่ละกิจการ
ระบบอะควาโปนิกส์ต้องการเงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูงสำหรับวัสดุก่อสร้าง เช่น ถัง ท่อ แปลงปลูก และวัสดุกรอง แม้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการลงทุนครั้งเดียว แต่ระบบยังมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานประจำ เช่น ค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษา และความต้องการด้านการปฏิบัติงานอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนเพิ่มเติมเหล่านี้สามารถชดเชยได้ด้วยการประหยัดหลายด้าน ได้แก่ การลดการซื้อปุ๋ยเคมี การใช้น้ำที่ลดลง และการลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งด้านการใช้น้ำหรือปัญหาด้านกฎระเบียบ ทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดนี้ให้ผลประโยชน์สะสมในรายปี
ยิ่งกว่านั้น ตลาดผักอินทรีย์ในกัมพูชากำลังอยู่ในช่วง “ก้าวกระโดด” (Breakthrough phase) ซึ่งขับเคลื่อนโดยความตระหนักด้านสุขภาพ และความกังวลด้านความปลอดภัยของอาหารที่เพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนในเมืองอย่างพนมเปญ ความต้องการดังกล่าวได้สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรนำวิธีการเพาะปลูกแบบอินทรีย์มาใช้เพื่อกำหนดราคาขายที่สูงขึ้น
กัมพูชาได้เพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายด้านน้ำเสียอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติว่าด้วยสถานประกอบการบำบัดน้ำเสีย ปี ค.ศ. 2024 ซึ่งมีเป้าหมายลดมลพิษลงร้อยละ 50 ภายในปี ค.ศ. 2030 ตามข้อมูลของกระทรวงสิ่งแวดล้อม การปรับใช้ระบบบำบัดน้ำตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้เป็นแนวทางที่เรียบง่ายและต้นทุนต่ำ จะช่วยให้เกษตรกรมีความพร้อมก่อนข้อกำหนดทางกฎหมายในอนาคต ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายที่บังคับใช้อย่างกะทันหันหรือการหยุดชะงักในการดำเนินงานที่ไม่คาดคิดได้
ประโยชน์ด้านความเสมอภาคทางสังคมของระบบมีอะไรบ้าง
นอกเหนือจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว รูปแบบความร่วมมือดังกล่าวยังส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม โดยการเพิ่มผลิตภาพของสวนครัวในครัวเรือนที่บริหารจัดการโดยสตรี และลดภาระแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการปลูกผักแบบดั้งเดิม จึงช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเวลาอันเนื่องมาจากความไม่เท่าเทียมทางเพศในชุมชนชนบท ในกัมพูชา สตรีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาคการเกษตร โดยมากกว่าร้อยละ 52 ของสตรีในชนบทประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ได้รับค่าจ้าง ในทางกลับกัน ร้อยละ 20.9 ของสตรีในชนบท และร้อยละ 9.7 ของผู้ชายในชนบท ที่ทำงานเกษตรกรรมโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสตรีมีสัดส่วนในการเป็นแรงงานในครอบครัวที่ไม่ได้รับค่าจ้าง สูงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ (MoWA 2024)
ช่องว่างทางเพศนี้มักทำให้สตรีต้องแบกรับ “ภาระสองต่อ” (Double burden) ทั้งงานเกษตรกรรมและงานบ้าน ซึ่งจำกัดโอกาสในการเข้ารับการศึกษา การลดความจำเป็นในการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงและอาจเป็นอันตราย ระบบเกษตร-อะควาโปนิกส์ จึงช่วยทั้งในด้านการประหยัดค่าใช้จ่าย ลดความต้องการแรงงาน และคืนเวลาว่างให้แก่สตรี เพื่อนำไปลงทุนกับการศึกษาของบุตรหลานหรือการพักผ่อนที่จำเป็น อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมของสตรีอย่างมีนัยสำคัญ
นโยบายระดับชาติของกัมพูชาให้ความสำคัญมากขึ้นกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของสตรี จากการทำเกษตรเพื่อยังชีพไปสู่การประกอบธุรกิจอินทรีย์ที่มีมูลค่าสูงและมีขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยผ่านแผนยุทธศาสตร์ Neary Rattanak ระยะที่ 5 และ 6 (MoWA 2024) รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเสริมพลังทางเศรษฐกิจของสตรี โดยจัดให้มีระบบสนับสนุนทางการเงินที่มั่นคง โอกาสที่เปิดขึ้นเหล่านี้ช่วยเสริมศักยภาพให้สตรีสามารถเปลี่ยนผ่านจากการเกษตรเพื่อยังชีพไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ ขยายมุมมองและส่งเสริมให้สตรีสำรวจนวัตกรรมใหม่ๆ ในภาคการเกษตร
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ + ไฮโดรโพนิกส์ = อะควาโพนิกส์: แหล่งอาหารที่เป็นพลวัตแห่งอนาคตของกัมพูชา
ทุกแนวทางแก้ไขปัญหาย่อมมีทั้งประโยชน์และข้อแลกเปลี่ยนในตัวเอง ดังนั้นการใช้แนวทางหลายมิติจึงมีความจำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าทั้งวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมจะได้รับการคุ้มครอง แม้ว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะทำหน้าที่เป็นมาตรการที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการลดลงของประชากรปลาในแหล่งธรรมชาติ แต่ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ตั้งใจหากปราศจากการบริหารจัดการที่เหมาะสม รูปแบบนวัตกรรมอย่างอะควาโปนิกส์ จึงเป็นเส้นทางที่เป็นไปได้ในการบรรเทาความเสี่ยงเหล่านี้ ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนในกัมพูชาจะต้องอาศัยกระบวนการทดลอง เรียนรู้ และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว
