โดย กานตพันธน์ ปุณณอนันต์ และ ดร. พิชญา อินนา

โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในบรรยากาศที่สูงเกินไป ซึ่งการปลูกป่าเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขวิกฤตนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยเหตุนี้สาหร่ายในสกุล Ulva จึงก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยสาหร่ายสีเขียวชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ สาหร่ายผักกาดทะเล (sea lettuce) ซึ่งมีการเพาะเลี้ยงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อการบริโภคมานานแล้ว สาหร่ายชนิดนี้มีศักยภาพในการกักเก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในขณะเดียวกันยังสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ บทความนี้มุ่งชี้ให้เห็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) เหตุผลที่สาหร่ายสกุล Ulva เป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการกักเก็บ CO2 ในประเทศต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย (2) ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และนิเวศวิทยาของภูมิภาค และ (3) ความท้าทายในการขยายขนาดระบบการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ
การเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เนื่องจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ผลิตสาหร่ายทะเลจากการเพาะเลี้ยงประมาณหนึ่งในสามของผลผลิตโลก (Valderrama 2015; FAO 2022) ความสามารถในการผลิตนี้ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียนมีความโดดเด่นในด้านการประยุกต์ใช้การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อเป็นแนวทางในการบรรเทาผลกระทบจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยและแนวชายฝั่งที่ยาว ทำให้ประเทศในอาเซียนมีความได้เปรียบตามธรรมชาติในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการลดการปล่อยคาร์บอน (Rehman 2024)
การเพาะเลี้ยงสาหร่ายยังสามารถเป็นอาชีพของกลุ่มชุมชนชายฝั่งเนื่องจากสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากนักประกอบกับต้นทุนเริ่มต้นค่อนข้างต่ำและสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง (Sievanen 2005) ผลิตผลจากสาหร่ายถูกนำไปใช้อย่างหลากหลาย อาทิ สารเติมแต่งอาหาร การบริโภคโดยตรง อาหารสัตว์ เครื่องสำอาง เวชภัณฑ์ และที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากคือ เชื้อเพลิงชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ แม้จะมีความผันผวนของผลผลิต (ลดลงประมาณ 14% ในช่วงปี 2021-2022) (FAO 2023) แต่แนวโน้มโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเมื่อนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายเริ่มตระหนักถึงศักยภาพของสาหร่ายในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความพยายามลดการปล่อยคาร์บอนในระดับภูมิภาค (Rehman 2024)
อย่างไรก็ตามสาหร่ายทะเลเป็นที่รู้จักกันว่ามีอัตราการเจริญเติบโตเร็วและอาศัยปัจจัยการเจริญเติบโตน้อย (Mata 2016; Fernand 2017) สาหร่ายทะเลหลายชนิดจึงเจริญเติบโตได้เร็วกว่าพืชบนบกถึง 10-30 เท่า (Chung 2011) บางชนิดสามารถเพิ่มน้ำหนักเป็นสองเท่าได้ภายในไม่กี่วัน สาหร่ายทะเลยังไม่แย่งชิงพื้นที่จากภาคเกษตรกรรมบนบก ไม่ต้องการระบบการชลประทานและไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์เนื่องจากสามารถดูดซึมสารอาหารจากน้ำทะเลได้โดยตรง (Chopin 2001) ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเพาะเลี้ยงในบริเวณใกล้เคียงกับฟาร์มปลาหรือฟาร์มกุ้ง สาหร่ายยังช่วยดูดซึมสารอาหารส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการเพาะเลี้ยงเหล่านั้นได้อีกด้วย (Neori 2004; Abreu 2011) ถือเป็นการบริหารจัดการของเสียทางอ้อม
สาหร่ายทะเลและการกักเก็บ CO2
สาหร่ายขนาดใหญ่ (Macroalgae) เป็นคำทางวิทยาศาสตร์สำหรับสาหร่ายทะเล สาหร่ายนี้สามารถเปรียบได้กับเครื่องดูดคาร์บอนใต้น้ำโดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง สาหร่ายจะดูดซึมคาร์บอนอนินทรีย์ที่ละลายในน้ำทะเลซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของ CO2 และไบคาร์บอเนต (Raven 2014) เมื่อเกิดกระบวนการนี้ขึ้น ความเข้มข้นของ CO2 ในน้ำจะลดลง ส่งผลให้น้ำทะเลดึง CO2 จากบรรยากาศเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อรักษาสมดุล (Krause-Jensen 2016) แนวทางในการลดคาร์บอนที่อาศัยสาหร่ายเป็นพื้นฐานนี้จึงถือเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูงสำหรับภูมิภาคนี้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งความจำเป็นและโอกาสในการกักเก็บคาร์บอนในทะเลอย่างมหาศาล (Rehman 2024)
เหตุใดสาหร่ายสกุล Ulva จึงเป็นตัวเลือกที่พิเศษในการดักจับ CO2
ในบรรดาสาหร่ายทะเลหลากหลายชนิด สาหร่ายสีเขียวขนาดใหญ่โดยเฉพาะสาหร่ายในสกุล Ulva มีความโดดเด่นอย่างยิ่ง สาหร่ายสกุล Ulva มีอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงสูงที่สุดชนิดหนึ่งเท่าที่เคยมีการตรวจวัดในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ มีรายงานว่าสาหร่ายสายพันธุ์ Ulva meridionalis สามารถเพิ่มชีวมวลได้ถึง 4 เท่าในเวลาเพียงหนึ่งวันภายใต้สภาวะที่เหมาะสม (Hiraoka 2020)
ดังที่กล่าวข้างต้น สาหร่ายสกุล Ulva ทำหน้าที่เสมือนเครื่องดูดคาร์บอนชีวภาพ ผ่าน 4 กลไกที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ กลไกที่หนึ่ง สาหร่ายสกุล Ulva มีการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอน (carbon concentrating mechanism) ทำหน้าที่ดึงทั้ง CO2 และไบคาร์บอเนตจากน้ำทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาวะที่มีระดับ CO2 ต่ำ กลไกที่สอง สาหร่ายสกุล Ulva ใช้พลังงานในการดึงไบคาร์บอเนต (สารประกอบคาร์บอนในน้ำทะเล) เข้าสู่เซลล์โดยตรง กลไกที่สาม เอนไซม์คาร์บอนิกแอนไฮเดรส (carbonic anhydrase) ทำการเปลี่ยนไบคาร์บอเนตให้เป็น CO2 และน้ำที่บริเวณผิวเซลล์ โดยสาหร่ายจะสร้างสภาวะกรดในบริเวณดังกล่าวเพื่อเร่งกระบวนการนี้ กลไกสุดท้าย เมื่อคาร์บอนเข้าสู่ภายในเซลล์แล้วสาหร่ายสกุล Ulva จะกักเก็บคาร์บอนไว้ในโครงสร้างขนาดเล็กที่มีระบบการสังเคราะห์ด้วยแสงอยู่อย่างหนาแน่นเพื่อป้องกันการรั่วไหล
กลไกทั้งสี่ระบบนี้ทำงานร่วมกันสามารถสะสมความเข้มข้นของคาร์บอนภายในเซลล์สูงกว่าน้ำทะเลโดยรอบได้ประมาณ 100 เท่า ทำให้สาหร่ายสกุล Ulva เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและเกิดปรากฏการณ์สะพรั่งของสาหร่ายสีเขียว (Green-tide blooms) ขนาดใหญ่ได้ (Raven 2005; Xu 2012) จากการประมาณการพบว่าการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสกุล Ulva ในระดับขนาดใหญ่สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2 equivalent) ได้สูงถึงประมาณ 3.85 ล้านตันต่อปี (Lehahn 2016)
ยิ่งไปกว่านั้น การกักเก็บคาร์บอนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในชีวมวลเท่านั้น สาหร่ายสกุล Ulva ยังปล่อยคาร์บอนอินทรีย์ที่ละลายน้ำได้ (Dissolved Organic Carbon, DOC) ซึ่งสามารถคงอยู่ในมหาสมุทรได้นานนับศตวรรษ เมื่อเศษซากของสาหร่ายสกุล Ulva จมลงสู่พื้นทะเลและถูกทับถม การกำจัด DOC ในรูปของกรดคาร์บอนิกออกจากน้ำทะเลนี้ จะช่วยเพิ่มค่า pH ในบริเวณนั้น ซึ่งสามารถช่วยลดผลกระทบของภาวะความเป็นกรดของมหาสมุทร ในพื้นที่เพาะเลี้ยงได้ (Krause-Jensen 2016)
ความสำคัญทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายสกุล Ulva
สาหร่ายสกุล Ulva ถูกนำมาบริโภคมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ (Hofmann 2024) โดยบางครั้งถูกเรียกว่า “ข้าวสาลีแห่งท้องทะเล” เนื่องจากคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีศักยภาพในการเป็นแหล่งอาหารสำหรับประชากรจำนวนมาก (Fleurence 1999) โดยมีองค์ประกอบของโปรตีนประมาณ 10-30% รวมถึงกรดอะมิโนที่จำเป็น วิตามินหลากหลายชนิด (โดยเฉพาะวิตามินซีและวิตามินบีรวม) และแร่ธาตุสำคัญ เช่น เหล็ก แคลเซียม และไอโอดีน (Msuya 2008) ในบริบทของการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วประกอบกับความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพัฒนาสาหร่ายสกุล Ulva ให้เป็นแหล่งอาหารหลักจึงสอดคล้องกับทั้งความต้องการทางโภชนาการและเป้าหมายในการลดคาร์บอนของภูมิภาค (Rehman 2024)
คุณประโยชน์ทางการเกษตรของสาหร่ายสกุล Ulva
การเสริมสาหร่ายสกุล Ulva ในอาหารของสัตว์น้ำนั้น สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตและสุขภาพของปลา ในขณะเดียวกันยังช่วยทดแทนการใช้ปลาป่นที่ได้จากการประมงธรรมชาติและลดการปล่อย CO2 ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของเรือประมง สำหรับสัตว์บกพบว่านักวิจัยกำลังทดสอบการใช้สาหร่ายสกุล Ulva เป็นอาหารเสริมสำหรับไก่ สุกร และโค (Angell 2016) นอกจากนี้ยังมีหลักฐานบางส่วนที่ชี้ว่าอาหารสัตว์ที่มีสาหร่ายสกุล Ulva เป็นส่วนประกอบอาจช่วยลดการปล่อยแก๊สมีเทนจากโคได้ซึ่งถือเป็นประโยชน์เพิ่มเติมในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกทางหนึ่ง (Park 2025)
เกษตรกรได้ใช้สาหร่ายทะเลเป็นปุ๋ยมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว (Khan 2009) โดยสาหร่ายสกุล Ulva มีธาตุอาหารสำคัญ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมและแร่ธาตุรองที่พืชต้องการ อย่างไรก็ตามสาหร่ายจะเกิดการย่อยสลายอย่างช้า ๆ และช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน (Arioli 2015) ซึ่งแตกต่างจากปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ซึ่งผลิตจากแก๊สธรรมชาติและปล่อยแก๊สเรือนกระจกในกระบวนการผลิตและการใช้งาน ประโยชน์ทางการเกษตรเหล่านี้สามารถสนับสนุนเป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนของภูมิภาคเพิ่มเติมได้ (Rehman 2024)
กรณีศึกษาสำหรับการลดคาร์บอนในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสกุล Ulva ในประเทศไทย
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการชายฝั่งเพชรบุรี กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสบความสำเร็จในการดำเนินการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสกุล Ulva มาตั้งแต่ช่วงปลายปีพ.ศ. 2553 (Paopun 2023; Kansandee 2024) นับจากจุดเริ่มต้นนั้น การดำเนินงานเชิงพาณิชย์เติบโตอย่างต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ ดังนั้น ประเทศไทยจึงสามารถนำการเพาะเลี้ยง Ulva เป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อบูรณาการการพัฒนาเศรษฐกิจกับการลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ โดยพื้นที่ชายฝั่งทั้งอันดามันและอ่าวไทยอันกว้างขวางประกอบกับภาคส่วนการประมงที่มีความเข้มแข็ง ล้วนเป็นรากฐานที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขยายกำลังการผลิตสาหร่ายทะเล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาหร่ายผักกาดทะเล 2 สายพันธุ์ ได้แก่ Ulva rigida และ Ulva lactuca ซึ่งเจริญเติบโตตามธรรมชาติบริเวณชายฝั่งของประเทศไทยอยู่แล้ว ในบริเวณที่เป็นจุดบรรจบระหว่างน้ำจืดและน้ำทะเล เช่น ปากแม่น้ำและชายฝั่ง สาหร่าย Ulva rigida พบได้ทั่วไปในพื้นที่ใกล้ชายฝั่งที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำจืด เช่น บริเวณศูนย์วิจัยและพัฒนาการชายฝั่งเพชรบุรี (Paopun 2023) ส่วนสาหร่าย Ulva lactuca พบในเขตน้ำตื้นใต้ระดับน้ำลง และบริเวณพื้นหินตามชายฝั่งทั่วประเทศไทย (Prathep 2005) ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งชี้ว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายสายพันธุ์เหล่านี้
นอกจากนี้ เกษตรกรไทยยังมีการทดลองวิธีการเพาะเลี้ยงที่หลากหลาย บางรายใช้ถังเพาะเลี้ยงน้ำชายฝั่งที่ควบคุมคุณภาพน้ำและระดับธาตุอาหาร (Blouin 2011) ในขณะที่เกษตรกรรายอื่นใช้วิธีการติดตั้งกระชังลอยน้ำหรือตาข่ายในทะเลเปิด ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานน้อยกว่า แต่ต้องการพื้นที่มากกว่า
ข้อพิจารณาด้านคุณค่าทางสังคมของการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสกุล Ulva
แนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติมคือระบบแบบผสมผสานหลายระดับโภชนาการ (Integrated Multi-Trophic Aquaculture: IMTA) ซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสกุล Ulva ร่วมกับปลาหรือกุ้ง โดยสาหร่ายจะช่วยดูดซับธาตุอาหารส่วนเกินจากอาหารปลาและของเสียจากสัตว์น้ำ ทำให้ช่วยบำบัดน้ำไปพร้อมกับการเจริญเติบโต (Cruz-Suárez 2010) รูปแบบการเพาะเลี้ยงร่วมระหว่างสาหร่ายสกุล Ulva กับปลาหรือกุ้งนี้ มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับฟาร์มขนาดเล็กในระดับครัวเรือนหรือฟาร์มที่บริหารจัดการโดยสหกรณ์ชุมชนซึ่งภาระงานมักถูกแบ่งเบาและทำร่วมกันโดยไม่จำกัดเพศและวัย
อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุผลที่ครอบคลุมประโยชน์ทุกภาคส่วน จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นพยายามอย่างมาก จากการเพาะเลี้ยงสาหร่ายและชุมชนประมงพื้นบ้านทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า หากขาดความร่วมแรงร่วมใจนั้น ระบบ IMTA อาจตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางเพศโดยไม่ตั้งใจ โดยฝ่ายชายมักเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจและควบคุมมูลค่าการขาย ในขณะที่ฝ่ายหญิงต้องรับภาระงานหนักและกลุ่มที่ถูกละเลย (เช่น เยาวชน หรือครัวเรือนที่ไร้ที่ดินทำกิน) ก็ยังคงถูกกีดกันต่อไป (Adam 2024) อุปสรรคสำคัญได้แก่การเข้าถึงสิทธิในที่ดินและแหล่งเงินทุนของผู้หญิงที่จำกัด ระบบส่งเสริมการเกษตรที่ถูกครอบงำโดยผู้ชายและบรรทัดฐานทางสังคมที่จำกัดการมีส่วนร่วม
การเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ต้องการการดำเนินการในหลายระดับพร้อมกัน ได้แก่ การส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยในครัวเรือนเพื่อกำหนดบทบาทและการควบคุมรายได้อย่างเป็นธรรม การสร้างการเข้าถึงทรัพยากรอย่างมั่นคงผ่านข้อตกลงของชุมชนและแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงได้ การเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานทางสังคมโดยยกย่องบทบาทของเกษตรกรหญิงในระบบ IMTA การส่งเสริมการเกษตรที่คำนึงถึงมิติทางเพศผ่านวิทยากรที่เป็นสตรีหรือการฝึกอบรมการเรียนรู้แบบเพื่อนสู่เพื่อนและการติดตามประเมินผลโดยแยกข้อมูลตามเพศ เพื่อวัดความก้าวหน้าในด้านบทบาทรายได้และผลลัพธ์ทางโภชนาการ (Njogu 2024)
บทเรียนความสำเร็จจากบังกลาเทศ มาดากัสการ์ และฟิลิปปินส์แสดงให้เห็นว่าเมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ได้รับการจัดวางอย่างสอดประสานควบคู่กับการสนับสนุนจากภาครัฐต่อผู้ประกอบการสตรีและการเข้าถึงตลาด ระบบ IMTA ในครอบครัวจะกลายเป็นโอกาสที่แท้จริงสำหรับความมั่นคงทางอาหารและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสมาชิกทุกคนในครัวเรือน มิใช่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ผ่านเลยผู้ที่ยากจนที่สุดไป (UNCTAD 2024)
ความท้าทายของการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสกุล Ulva เพื่อการกักเก็บ CO2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อนุกรมวิธานของสาหร่ายสกุล Ulva มีความซับซ้อนมาก เนื่องจากสายพันธุ์จำนวนมากมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ทำให้ยากต่อการจำแนกชนิดโดยไม่ใช้การตรวจสอบทางพันธุกรรม ทั้งนี้สายพันธุ์ที่แตกต่างกันมีอัตราการเจริญเติบโตและความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการระบุชนิดให้ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อฟาร์มมีขนาดใหญ่ขึ้น ปัญหาโรคก็กลายเป็นความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากระบบการเพาะเลี้ยงแบบเชิงเดี่ยวมีความเปราะบางต่อเชื้อโรคและศัตรูพืช (Loureiro 2015) นอกจากนี้การปรับปรุงพันธุ์สาหร่ายสกุล Ulva แบบคัดพันธุ์ยังมีการดำเนินการค่อนข้างน้อย การพัฒนาพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงจะช่วยเพิ่มทั้งผลผลิตและความต้านทานโรคได้
อีกประเด็นสำคัญคือการเกิดปรากฏการณ์การสะพรั่งของสาหร่ายในแหล่งน้ำที่เกิดมลภาวะจากธาตุอาหารสูงเกินไป สาหร่ายสกุล Ulva สามารถก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “กระแสน้ำสีเขียว” (green tides) ซึ่งนำไปสู่การลดลงของออกซิเจนและปัญหาทางนิเวศอื่น ๆ (Smetacek 2013) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันรวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีติดตามสารอาหารในน้ำแบบอัตโนมัติและระบบเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้น
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นภัยคุกคามต่อการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสกุล Ulva (Duarte 2022) อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายและคลื่นความร้อนที่รุนแรงก็อาจจะทำลายผลผลิตทั้งหมด แม้ว่างานวิจัยบางส่วนจะชี้ให้เห็นว่าระดับ CO2 ที่สูงขึ้นอาจช่วยให้สาหร่ายสกุล Ulva เจริญเติบโตเร็วขึ้น แต่ผลกระทบเชิงนิเวศยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน (Koch 2013) นอกจากนี้ความถี่ของพายุที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจทำลายโครงสร้างพื้นฐานของฟาร์มและทำให้ผลผลิตเสียหายทั้งหมด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องออกแบบแนวทางการเพาะเลี้ยงที่สามารถรับมือกับสภาวะสุดโต่งเหล่านี้ได้
ผู้บริโภคในหลายประเทศทั่วโลกยังไม่คุ้นเคยกับการบริโภคสาหร่ายสีเขียวขนาดใหญ่ ในด้านการตลาด ผู้บริโภคในหลายพื้นที่ยังขาดความคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายสีเขียว ทำให้การพัฒนาตลาดและการสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ยังต้องการความพยายามเพิ่มเติม นอกจากนี้ราคาสาหร่ายในตลาดยังมีความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพของรายได้เกษตรกร ดังนั้นการเพาะเลี้ยงพืชหรือสัตว์น้ำที่หลากหลายสามารถช่วยรักษาเสถียรภาพของรายได้ฟาร์มได้ นอกจากนี้ตลาดคาร์บอนเครดิตสำหรับการเพาะเลี้ยงสาหร่ายยังไม่ได้รับการพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนมากเท่าไร จึงจำเป็นต้องมีวิธีการวัดและตรวจสอบการกักเก็บคาร์บอนจากการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสกุล Ulva เพื่อให้เกษตรกรสามารถได้รับผลตอบแทนที่พวกเขาสร้างขึ้น
ท้ายที่สุดการกำหนดมาตรฐานการคำนวณคาร์บอนที่สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยร่วมกันและการสร้างกรอบนโยบายที่มีการประสานงานในทุกภาคส่วน จะช่วยเสริมศักยภาพของภูมิภาคในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสกุล Ulva เพื่อการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Rehman 2024)
บทสรุป
การเพาะเลี้ยงสาหร่ายสกุล Ulva มีศักยภาพสูงในฐานะทางเลือกในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้วยความสามารถในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนชายฝั่ง เสริมความมั่นคงทางอาหาร และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีศักยภาพในการเป็นผู้นำระดับโลกด้านการลดคาร์บอนผ่านการเพาะเลี้ยงสาหร่าย การขับเคลื่อนดังกล่าวจะช่วยให้ภูมิภาคนี้ก้าวขึ้นเป็นทั้งผู้ริเริ่มนวัตกรรมด้านแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ และผู้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องการการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาหร่ายสกุล Ulva ซึ่งครอบคลุมถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์ของสาหร่ายสกุล Ulva รวมถึงการพัฒนาระบบการเพาะปลูกที่มีความยืดหยุ่น การสร้างกรอบการคำนวณคาร์บอนเครดิตที่เข้มงวด การส่งเสริมตลาด การพัฒนานโยบายสนับสนุน และการสนับสนุนการวิจัยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับผลกระทบทางนิเวศวิทยาและการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว
ด้วยการลงทุนและความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อจุดมุ่งมั่นในการขยายการเพาะปลูกสาหร่ายสกุล Ulva ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแก้ไขปัญหาท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติบนผืนแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็เติบโตใต้คลื่นทะเลอย่างงดงาม
