โดย Dr. Li Lian Wong

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เนื่องจากเป็นหนึ่งในภาคการผลิตอาหารที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด และมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและการดำรงชีพของชุมชนชายฝั่งและชนบทจำนวนมาก (Thilsted 2016; FAO 2024) อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การระบาดของโรค ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรรายย่อยถึงรายกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Barange 2018) นอกจากนี้ การพึ่งพาลูกพันธุ์จากธรรมชาติ ในสัตว์น้ำบางชนิดมากเกินไป ยังก่อให้เกิดแรงกดดันต่อประชากรในธรรมชาติ (Ottolenghi 2004) ดังนั้น ความจำเป็นในการพัฒนาแนวทางใหม่ที่สอดคล้องและทำงานร่วมกับธรรมชาติ มากกว่าการฝืนธรรมชาติ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
แนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นในฐานะแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับระบบเกษตรผสมผสาน การฟื้นฟูระบบนิเวศ และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การปรับปรุงพันธุกรรมเป็นรากฐานทางชีวภาพ ที่สำคัญสำหรับการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีความยั่งยืนและมีความยืดหยุ่น โดยอาศัยการคัดเลือกลักษณะทางพันธุกรรมที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของสัตว์น้ำต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป (Gjedrem 2012; Gjedrem 2014; Nguyen 2016) แม้ว่าการปรับปรุงพันธุกรรมและแนวทาง NbS อาจดูเหมือนเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกัน แต่แท้จริงแล้วทั้งสองเป็นส่วนประกอบของแนวคิดเดียวกัน โดยการปรับปรุงพันธุกรรมถือเป็นแนวทาง NbS ที่ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ แต่มีประสิทธิภาพสูง
การปรับปรุงพันธุกรรม: การทำงานร่วมกับธรรมชาติ มิใช่การฝืนธรรมชาติ
แนวคิด NbS เน้นย้ำถึงประโยชน์ที่เหนือกว่าของการใช้ประโยชน์จากกระบวนการทางนิเวศวิทยา เมื่อเปรียบเทียบกับการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้พลังงานสูง หรือการใช้สารเคมี การดำเนินโครงการปรับปรุงพันธุกรรมมีความสอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับแนวคิด NbS เนื่องจากเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัว ที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติของสัตว์น้ำที่เพาะเลี้ยง ทำให้สามารถเจริญเติบโตได้ดีภายใต้ระบบนิเวศปัจจุบัน การคัดเลือกพันธุ์ เป็นกระบวนการที่เร่งการคัดเลือกโดยธรรมชาติ และครอบคลุมหลักการหลักของ NbS โดยการบูรณาการกระบวนการทางธรรมชาติ ทำให้สัตว์น้ำสามารถปรับตัวทางสรีรวิทยาต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น ผ่านการเพิ่มความต้านทานโรคและความทนทานต่อความเครียด (Kashyap 2024; Nguyen 2024) สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งสัตว์น้ำกลุ่มครัสเตเชียน (กุ้ง กั้ง ปู) และปลา มักถูกเลี้ยงภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ (Sriskanthan 2011; Virapat 2023)
การลดรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมผ่านประสิทธิภาพทางชีวภาพ
ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งที่มีการเพาะเลี้ยงหนาแน่นและแหล่งน้ำภายในประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์ปลอดเชื้อก่อโรคจำเพาะ (Specific Pathogen-Free: SPF) สำหรับชนิดพันธุ์ที่มีความสำคัญทางการค้า เช่น กุ้งขาวแปซิฟิก ถือเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นของโครงการปรับปรุงพันธุกรรม สายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรคสามารถลดอัตราการตายจำนวนมากจากการระบาดของโรค ลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะและสารฆ่าเชื้อ และช่วยลดความเสี่ยงของมลพิษจากการดื้อยาต้านจุลชีพ (Cabello 2016; Alday-Sanz 2018) นอกจากนี้ สายพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุกรรมยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR) และเร่งอัตราการเจริญเติบโต ซึ่งส่งผลให้ลดการสูญเสียอาหารและการไหลบ่าของสารอาหารลงสู่แหล่งน้ำ อันนำไปสู่การลดกระบวนการยูโทรฟิเคชัน (De Verdal 2018; Kause 2022)
การสร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศและเสถียรภาพของระบบนิเวศ
การปรับปรุงพันธุกรรมช่วยส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น และความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเพิ่มความทนทานต่อการผันผวนอย่างรวดเร็วของพารามิเตอร์คุณภาพน้ำที่สำคัญ (Houston 2020) โครงการปรับปรุงพันธุกรรมช่วยให้สายพันธุ์ที่ปรับตัวในท้องถิ่นมีความสามารถในการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอภายใต้สภาวะความเครียดเฉพาะพื้นที่ ส่งผลให้ผลผลิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น (Nguyen 2016) โดยแท้จริงแล้วสายพันธุ์ที่มีความยืดหยุ่นโดยธรรมชาติไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้สารเคมี จึงช่วยอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ ยิ่งไปกว่านั้นสายพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุกรรม โดยเฉพาะที่สอดคล้องกับแนวทางเชิงระบบนิเวศ เช่นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายระดับโภชนาการแบบบูรณาการ (IMTA) และการเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิด ยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนสารอาหาร คุณภาพน้ำ และประสิทธิภาพโดยรวมของระบบนิเวศ (Buck 2018; Pawar 2020)
แนวคิด NbS ให้ความสำคัญกับการบูรณาการรูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หลากหลาย ในประเทศกัมพูชา การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแม่น้ำที่มีมูลค่าสูงมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในระบบการเลี้ยงปลาในนาข้าว (Anyango 2026) ระบบบูรณาการดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างสำคัญของ NbS เนื่องจากช่วยลดความจำเป็นในการใช้ปุ๋ยเคมี โดยอาศัยปุ๋ยชีวภาพจากของเสียของปลา ในประเทศอินเดีย มีการนำชนิดพันธุ์ปลาพื้นเมืองขนาดเล็ก เช่น ปลาตะเพียนอินเดีย หรือ ปลาตะเพียนจุด (Puntius sarana) และปลามอลา (Amblypharyngodon mola) มาผสมผสานในระบบการเลี้ยงร่วมกับปลาตระกูลคาร์พ (carp) ส่งผลให้บ่อเลี้ยงปลาธรรมดาให้กลายเป็นระบบนิเวศที่มีหน้าที่หลากหลายและเอื้อต่อโภชนาการอย่างครบถ้วน (Dubey 2024)
การปกป้องประชากรปลาธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพรวมถึงการฟื้นฟูชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหลายพื้นที่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์หรือลูกพันธุ์จากธรรมชาติอย่างมาก แนวปฏิบัตินี้ทำให้ระบบนิเวศธรรมชาติเสื่อมโทรมอย่างมีนัยสำคัญและประชากรสัตว์น้ำพื้นถิ่นลดจำนวนลง การคัดเลือกพันธุ์และการทำให้เป็นสัตว์เลี้ยง ผ่านโปรแกรมการปรับปรุงพันธุกรรมช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรจากธรรมชาติและส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Houston 2020) การปรับปรุงพันธุกรรมช่วยเอื้อต่อการบูรณาการสายพันธุ์ที่มีความยืดหยุ่นเข้ากับกระบวนการทางนิเวศวิทยาตามธรรมชาติ ส่งเสริมการผลิตแบบวงจรชีวิตปิด (Closed life-cycle production) ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของ NbS (Diana 2013; Yang 2025) ขณะเดียวกัน การรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมยังช่วยลดผลกระทบจากภาวะการผสมเลือดชิด และทำให้ชนิดพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงพันธุกรรมมีความสามารถในการปรับตัวในระยะยาว (Ponzoni 2011; Lind 2012)
แนวทางข้างหน้า: การใช้ประโยชน์จากการปรับปรุงพันธุกรรมเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แบบบูรณาการและครอบคลุมทุกภาคส่วน
เกษตรกรรายย่อยถึงขนาดกลางมักมีศักยภาพที่จำกัดในการรับมือกับความสูญเสียจากภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและการระบาดของโรค สัตว์น้ำสายพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุกรรมให้มีความยืดหยุ่นสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการผลิต และทำให้ผลผลิตมีความสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของห่วงโซ่มูลค่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน (Nguyen 2016; FAO 2022) แทนที่จะเป็นการเข้าไปแทนที่ธรรมชาติ โครงการปรับปรุงพันธุกรรมกลับทำหน้าที่เสริมศักยภาพให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรและสัตว์น้ำที่เพาะเลี้ยง ด้วยเครื่องมือและคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ในระบบนิเวศที่มีความผันผวนสูง
บทสรุป
โดยสรุป หน้าที่อันหลากหลายของโปรแกรมการปรับปรุงพันธุกรรมประกอบด้วย การเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางชีวภาพของชนิดพันธุ์ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการส่งเสริมการดำรงชีวิตย่างทั่วถึง เพื่อให้บรรลุศักยภาพสูงสุดในฐานะแนวทาง NbS โปรแกรมการปรับปรุงพันธุกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องได้รับการสนับสนุนด้วยกรอบการทำงานที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น อาทิ การจัดการแบบยึดระบบนิเวศเป็นพื้นฐาน การจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพที่เข้มงวด การเฝ้าติดตามทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง และการเข้าถึงทรัพยากรที่ได้รับการปรับปรุงทางพันธุกรรมอย่างเท่าเทียม ในขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการเพิ่มความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิม ควรมีการดำเนินความร่วมมือในระดับภูมิภาค การลงทุนด้านงบประมาณ และการสร้างขีดความสามารถเพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการปรับปรุงพันธุ์จะส่งถึงเกษตรกรรายย่อย และเกษตรกรขนาดกลางอย่างแท้จริง
เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายและภาคีการพัฒนา ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อทั้งแนวคิด NbS และความเสมอภาคทางเพศและการมีส่วนร่วมทางสังคม (Gender Equality and Social Inclusion: GESI) การบูรณาการโครงการปรับปรุงพันธุกรรมเข้ากับยุทธศาสตร์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจึงเป็นวิธีที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและขยายผลได้ เพื่อสร้างระบบอาหารจากสัตว์น้ำที่มีความยืดหยุ่น เป็นธรรม และยั่งยืนสำหรับทุกคน
ท้ายที่สุด การสร้างระบบการผลิตอาหารที่ฟื้นฟูระบบนิเวศและครอบคลุมทางสังคมนั้น จำเป็นต้องผนวกการใช้สายพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุกรรมเข้ากับระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มุ่งเน้นแนวทางแก้ปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (NbS) เป็นแกนหลัก
