โดย Pham Nguyen Tuan An

ขณะที่แสงสุดท้ายของตะวันยามเย็นทอดผ่านสวนส้มในตำบล Vinh Xuan จังหวัด Vinh Long นาย Pham Van Toan วัย 74 ปี ยืนอยู่เงียบๆ ภายในสวนขนาดเล็กของตนเอง เขาเป็นอดีตทหารผ่านศึกที่ต้องเดินกะเผลกตลอดชีวิตจากบาดแผลที่ได้รับในสงคราม นายToanเป็นตัวแทนของผู้พิการ (People With Disabilities: PWDs) นับพันคนในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งยังคงอยู่ชายขอบของกลไกเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค นั่นคืออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แม้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะสร้างผลตอบแทนสูงกว่าการทำสวนอย่างมากแต่ข้อจำกัดด้านสภาพร่างกาย โครงสร้างพื้นฐาน และระบบเครื่องจักรกล กลับทำให้ประตูแห่งโอกาสยังคงปิดตายสำหรับผู้คนเช่นเขา
ความเป็นจริงนี้ชี้ให้เห็นถึง “จุดบอด” ที่น่ากังวลในการบริหารจัดการนโยบายและการวางแผนพัฒนา ท่ามกลางเรื่องราวของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเวียดนาม ผู้พิการแทบจะเป็นผู้ที่ไม่ถูกมองเห็น
เมื่อ “ความปลอดภัยต้องมาก่อน” กลายเป็นกำแพงกีดกัน
การที่ผู้พิการ (PWDs) ไม่ได้มีบทบาทในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มิได้เกิดจากข้อจำกัดทางร่างกายหรือสภาพการทำงานที่หนักเพียงอย่างเดียว หากแต่มีรากฐานลึกกว่านั้น คือทัศนคติแบบเหมารวมที่ฝังรากมายาวนานเกี่ยวกับศักยภาพในการทำงานของผู้พิการ
การศึกษาด้านการสนับสนุนการจ้างงานผู้พิการในเวียดนามพบว่า โครงการส่งเสริมอาชีพมักชี้นำผู้พิการไปสู่อาชีพที่ถูกมองว่า “ปลอดภัย” และบริหารจัดการได้ง่าย เช่น งานหัตถกรรม งานตัดเย็บเสื้อผ้า งานปัก งานนวด หรือการทำงานที่บ้าน ตรงกันข้าม ภาคการผลิต การเกษตร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และงานกลางแจ้ง กลับได้รับการสนับสนุนน้อยกว่ามากในโครงการภาครัฐ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรที่จำกัด มุมมองของสังคม และสมมติฐานที่ยังคงฝังแน่นเกี่ยวกับศักยภาพของผู้พิการ (GIZ 2019)
จากผลการสำรวจผู้พิการระดับชาติปี 2023 พบว่าอัตราการมีงานทำของผู้พิการในวัยแรงงานอยู่ที่เพียง 23.5% ซึ่งต่ำกว่าอัตราของผู้ไม่พิการที่ร้อยละ 76.3 อย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่น่าขบขันในเชิงย้อนแย้งก็คือ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นศูนย์กลางประมงเพาะเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศกลับเป็นภูมิภาคที่มีอัตราความพิการสูงที่สุดถึงร้อยละ 7.54 ในกลุ่มประชากรอายุ 2 ปีขึ้นไป
นาง Nguyen Thi Minh ผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์ในจังหวัด Vinh Long มานานกว่า 20 ปี กล่าวว่า โครงการส่งเสริมอาชีพส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับงานที่ “ปลอดภัย” และใช้แรงกายน้อย
“การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกี่ยวข้องกับน้ำ เครื่องจักร และความเสี่ยงหลายด้าน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจึงมักลังเลที่จะสนับสนุนให้ผู้พิการเข้าร่วม ดังนั้นรูปแบบการช่วยเหลือจึงมักจำกัดอยู่ที่การเย็บผ้าหรือการทอผ้าเพื่อความปลอดภัยของพวกเขา” เธออธิบาย
ความกังวลดังกล่าวมิใช่เรื่องไร้เหตุผล แต่ได้รับการตอกย้ำด้วยความเป็นจริง คันบ่อที่แคบและลื่นเป็นโคลน รวมทั้งเครื่องเติมอากาศที่ทำงานต่อเนื่องในน้ำ ล้วนก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุร้ายแรงอยู่ตลอดเวลา ในหลายพื้นที่ของเวียดนาม อุบัติเหตุจากเครื่องเติมอากาศในบ่อเพาะเลี้ยงแบบเข้มข้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า (Dong 2018; Luy 2020; Da 2022) อย่างไรก็ตามแทนที่จะตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้สภาพแวดล้อมการทำงานเข้าถึงได้มากขึ้น แต่นโยบายส่วนใหญ่กลับเลือกใช้วิธีที่ง่ายกว่าคือกีดกันผู้พิการออกจาก “เกม” นี้ไปโดยสิ้นเชิง
การกีดกันนี้ยังขยายไปถึงสื่อมวลชนอีกด้วย นาง Mai Ngoc ผู้สื่อข่าวที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากว่า 10 ปี ยอมรับว่า ผู้พิการในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเคยเป็น “จุดบอด” ในมุมมองวิชาชีพของเธอเช่นกัน
“เรามีหน้าที่แค่การสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การสร้างความเป็นจริงขึ้นมาเอง” เธอกล่าว “การไม่มีผู้พิการอยู่ในภาคส่วนนี้สื่อก็ไม่มีเรื่องราวของพวกเขาให้นำเสนอ จากนั้นสังคมก็ยิ่งเชื่อว่าพวกเขาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ มันจึงกลายเป็นวงจรที่ดำเนินต่อไป”
เส้นทางสู่การมีส่วนร่วมโดยอาศัยแนวทางอิงธรรมชาติเป็นฐาน
อย่างไรก็ตามทุกอย่างยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว แนวทางการแก้ปัญหาที่อิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) ได้เสนอเส้นทางที่แตกต่างออกไป แตกต่างจากระบบการผลิตแบบเข้มข้นที่พึ่งพาเครื่องจักรและแรงงานหนัก ระบบ NbS เช่นการเพาะเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลน หรือ ระบบนาข้าว-ปลา ทำงานสอดคล้องกับวัฏจักรของระบบนิเวศตามธรรมชาติมากกว่า ระบบเหล่านี้ช่วยลดความกดดันทางร่างกายและขยายโอกาสให้แก่กลุ่มแรงงานที่หลากหลาย
ในระบบเหล่านี้ คุณค่าของเกษตรกรมิได้วัดจากกำลังแรงกายหรือกล้ามเนื้ออีกต่อไป หากแต่วัดจาก ความสามารถในการสังเกต ความรู้จากประสบการณ์ และความเข้าใจต่อระบบนิเวศ นี่คือสิ่งที่นาย Pham Van Toan คิดอยู่เสมอเมื่อมองไปยังบ่อเพาะเลี้ยงที่รายล้อมตัวเขา
“ตั้งแต่ยังหนุ่ม ผมกล้าอยู่แค่ในสวนผลไม้เท่านั้น ด้วยขาที่บาดเจ็บ ผมจะแบกกระสอบอาหารหรือควบคุมเครื่องจักรเสียงดังริมบ่อได้อย่างไร แต่ถ้ามีวิธีทำงานที่ไม่ต้องพึ่งพากำลังกายมากนัก ผมคิดว่าผมก็ยังทำได้ ผมอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว ผมเข้าใจน้ำขึ้นน้ำลงและดินที่นี่ดีกว่าใคร” เขาเล่า
เรื่องราวของนาย Toan ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ผู้พิการขาดแคลน มักจะมิใช่ความสามารถในการทำงาน หากแต่เป็น ระบบการผลิตที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการมีส่วนร่วมของพวกเขาต่างหาก ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงพิสูจน์เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เช่นนาย Chu Ngoc De อดีตทหารผ่านศึกที่สูญเสียแขนซ้ายบางส่วนจากอุบัติเหตุในการทำงาน สามารถสร้างรายได้ร่วมกับครอบครัวมากกว่า 100 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐ)ต่อปีหลังหักค่าใช้จ่าย จากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ปูและสาหร่ายทะเล อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสหกรณ์ Hoang Phu ซึ่ง ณ ปลายปี 2024 มีสมาชิกถึง 730 คน
ส่วนที่จังหวัดNghe An นายHoang Kim Vi ที่แม้จะมีความพิการที่ขา แต่สามารถก่อตั้งกิจการปศุสัตว์เชิงนิเวศที่เลี้ยงสัตว์ปีกและแพะได้อย่างประสบความสำเร็จ จนได้รับรางวัลด้านผู้ประกอบการถึงสองรางวัลจากการแข่งขันของสหภาพเยาวชนประจำจังหวัด (Nghe An 2023; Hoa 2024)
การเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึง
ประเด็นที่ยังคงอยู่คือ ในเรื่องผู้พิการนั้น เวียดนามยังไม่ได้เปลี่ยนแนวคิดจาก “การสงเคราะห์” ไปสู่ “การลงทุน” อย่างแท้จริงซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำในที่สุด เมื่ออุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานจากการอพยพเข้าเมือง การมองข้ามแรงงานผู้พิการในชนบทจึงถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ
เห็นได้ชัดว่า ถึงเวลาที่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง นโยบายด้านการมีส่วนร่วมต้องเป็นมากกว่าแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โครงสร้างพื้นฐานของฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรถูกออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้ เช่น การสร้างทางเดินรอบบ่อที่ปลอดภัย และการติดตั้งระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศแบบอัตโนมัติ โครงการสินเชื่อพิเศษควรจัดทำแพ็กเกจเฉพาะสำหรับครัวเรือนที่มีผู้พิการ เพื่อให้สามารถลงทุนในระบบการผลิตที่อิงธรรมชาติได้ แทนที่จะให้เพียงเบี้ยเลี้ยงชีพรายเดือนอันน้อยนิด
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น สื่อมวลชนจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้พิการ ผู้พิการไม่ควรถูกนำเสนอเพียงในฐานะ “ผู้ต่อสู้เอาชนะอุปสรรค” หากแต่ควรถูกมองในฐานะ ผู้ผลิตที่มีศักยภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้สืบทอดองค์ความรู้ท้องถิ่น จนกว่าการมีส่วนร่วมทางสังคมจะถูกมองว่าเป็นองค์ประกอบหลักของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเท่านั้น “กำแพงที่มองไม่เห็น” ที่ล้อมรอบบ่อปลาและบ่อกุ้งจึงจะถูกทลายลงในที่สุด
