กุ้งชฎา: กุ้งเศรษฐกิจชนิดใหม่ของประเทศไทย

โดย สิรินาถ เตชา, สรวิศ เผ่าทองสุข, ปวีณา ตปนียวรวงศ์, เสรี ดอนเหนือ, กรณ์รวี เอี่ยมสมบูรณ์, ศานิต ปิยพัฒนากร, และ กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา

Image by AppleZoomZoom from iStock.

ความต้องการกุ้งในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าความสำเร็จนี้กลับตั้งอยู่บนรากฐานที่เปราะบาง เนื่องจากอุตสาหกรรมกุ้งในปัจจุบันพึ่งพากุ้งเพียงสองชนิดเป็นหลัก ได้แก่กุ้งขาวแวนนาไม (Litopenaeus vannamei) และกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) แม้ว่าทั้งสองชนิดจะให้ผลผลิตสูงแต่ระบบการเลี้ยงแบบเชิงเดี่ยว (Monoculture) มีความเสี่ยงอย่างมากต่อการเกิดโรคระบาดรุนแรง เช่นโรคกุ้งตายด่วน (Early Mortality Syndrome: EMS) และ โรคจุดขาวหรือโรคตัวแดงดวงขาว (White Spot Syndrome Virus: WSSV) (Tran 2013; Thitamadee 2016). สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะมีกุ้งก้ามกราม (Macrobrachium rosenbergii) ซึ่งเป็นกุ้งเศรษฐกิจมูลค่าสูงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ยังคงอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของความเค็มอันเนื่องมาจากสภาวะภูมิอากาศ (Szuster 2006)

ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” (Blue Economy) ประเทศไทยจำเป็นต้องกระจายความหลากหลายในการเพาะเลี้ยงกุ้ง แล้วจะทำได้อย่างไร? คำตอบที่มีศักยภาพคือ “กุ้งชฎา” กลุ่มกุ้งท้องถิ่นที่ผ่านการปรับตัวทางวิวัฒนาการให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย และยังมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ในตลาดโลกที่ยังไม่ได้รับการพัฒนานำมาใช้ประโยชน์

โอกาสทางเศรษฐกิจ: ก้าวเข้าสู่ความต้องการของตลาด 220,000 ตันต่อปี

แม้ว่าปัจจุบัน กุ้งชฎามักถูกมองว่าเป็นสัตว์น้ำพลอยได้ (by-catch) แต่แท้จริงแล้วกลับมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง กุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นหรือ Oriental River Prawn (Macrobrachium nipponense) ซึ่งมีลักษณะสัณฐานวิทยาคล้ายคลึงกับกุ้งชฎาของประเทศไทยเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดเอเชียตะวันออก ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประมาณการว่าความต้องการกุ้งชนิดนี้อยู่ที่ประมาณ 220,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของกุ้งพื้นเมืองไทยได้รับการพิสูจน์แล้วจากคำสั่งซื้อประจำปี 15 ตัน เพื่อส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่น ความเชื่อมโยงทางการค้าที่ก่อตัวขึ้นแล้วนี้ ซึ่งถือเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญที่เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณภาพและลักษณะทางสัณฐานวิทยาของ “กุ้งชฎา” ไทยสามารถตอบสนองมาตรฐานสากลที่เข้มงวดได้

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมกุ้งของประเทศจีนเองก็กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ การเพาะเลี้ยงกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่นอย่างเข้มข้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษโดยไม่มีการเติมพันธุกรรมใหม่จากธรรมชาติ ทำให้เกิดปัญหาภาวะเสื่อมถอยจากการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน (Inbreeding Depression) ส่งผลให้เกิดการเจริญพันธุ์ก่อนวัยอันควร (Neoteny) และผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง (Hongtuo 2018)

ประเทศไทย ซึ่งยังมีพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และมีความต้องการจากตลาดส่งออกอยู่แล้ว จึงอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเติมเต็มช่องว่างของตลาดดังกล่าว

ความหลากหลายทางชีวภาพและลักษณะทางนิเวศวิทยา: การจำแนกกลุ่มกุ้งชฎา

การจะพัฒนาภาคส่วนการผลิตกุ้งกลุ่มนี้ให้ยั่งยืน จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจอัตลักษณ์ทางชีววิทยาของชนิดพันธุ์ที่อยู่ภายใต้ชื่อ “กุ้งชฎา” ให้ชัดเจนเสียก่อน กุ้งเหล่านี้อยู่ในสกุล Macrobrachium และสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มทางนิเวศวิทยาที่แตกต่างกัน กลุ่มแรกมีลักษณะเฉพาะของน้ำจืด (M. sintangense และ M. hungi) เจริญเติบโตได้ดีในในแหล่งน้ำจืดภายในประเทศ จึงมีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงสำหรับพื้นที่จังหวัดที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ส่วนกลุ่มที่สองมีลักษณะเฉพาะของน้ำกร่อย (M. equidens และ M. cf. equidens) อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมปากแม่น้ำ จึงเหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงในพื้นที่ชายฝั่ง

เนื่องจากลักษณะสัณฐานวิทยาใกล้เคียงกับกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่น (M. nipponense) ที่เป็นที่ต้องการของตลาด “กุ้งชฎา” จึงเป็นกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการส่งออก ด้วยการคัดเลือกทั้งสี่ชนิดนี้ แนวคิด “กุ้งท้องถิ่น” ที่เคยคลุมเครือกลายไปเป็นกลุ่มชนิดพันธุ์เชิงพาณิชย์ที่มีเป้าหมายชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั่วภูมิศาสตร์อันหลากหลายของประเทศไทย

สมุทรสงคราม: จากกุ้งพื้นบ้านที่ถูกมองข้ามสู่มรดกทางวัฒนธรรม

จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 70 กิโลเมตร เป็นแหล่งที่ “กุ้งชฎา” ถือเป็นสัญลักษณ์ทางอาหารประจำถิ่น เมนู “กะเพรากุ้งกะต่อม” ได้ทำให้ลุ่มน้ำแม่กลองกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหาร อย่างไรก็ตาม ความนิยมนี้กลับนำไปสู่ปัญหา “ขาดแคลนวัตถุดิบ” อย่างย้อนแย้ง ในขณะที่ผู้บริโภคจำนวนมากพยายามค้นหาร้านอาหารที่มีกุ้งชฎาเสิร์ฟ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบางส่วนกลับมองกุ้งชฎาเป็น “ศัตรู” และกำจัดทิ้ง การขาดรูปแบบการผลิตอย่างเป็นระบบที่เป็นทางการนี้ ส่งผลให้ประชากรกุ้งในธรรมชาติลดลง การนำ “กุ้งชฎา” เข้าสู่ระบบการเพาะเลี้ยงจึงเป็นแนวทางเดียวที่จะช่วยอนุรักษ์ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไว้ได้พร้อมกัน

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี: การต่อยอดบนพื้นฐานแก้ปัญหาที่อิงธรรมชาติ

ความมั่นคงทางอาหารที่แท้จริงมีรากฐานจากการทำงานร่วมกับจุดแข็งโดยธรรมชาติของสายพันธุ์ งานวิจัยของเราได้พัฒนายุทธศาสตร์การเลี้ยงลูกกุ้งแบบ 2 ทางที่ให้ความสำคัญต่อการปรับตัวทางวิวัฒนาการเฉพาะของ “กุ้งชฎา” แต่ละกลุ่ม

ลักษณะเฉพาะของกลุ่มน้ำกร่อย

สำหรับกุ้งกลุ่มน้ำกร่อย ความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงขึ้นอยู่กับการจำลองปัจจัยแวดล้อมเฉพาะที่งานวิจัยของเราค้นพบ

การอนุบาลตัวอ่อนแบบแม่นยำ (Precision Larviculture): ตัวอ่อนต้องการความเค็มคงที่ที่ 20 ppt แสงไฟ LED สเปกตรัมสีขาวเสริม (มากกว่า 1,200 ลักซ์) และอาหารประเภทอาร์ทีเมีย สภาวะที่เหมาะสมเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตรารอดของตัวอ่อนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่แทบไม่มีนัยสำคัญเพียง 1.4% เป็นมากกว่า 25%

การเปลี่ยนผ่านสู่ระยะโพสต์ลาร์วา (PL): ตัวอ่อนในระยะ PL แสดงความทนทานต่อความเค็มได้อย่างโดดเด่น สามารถเลี้ยงในน้ำจืดจนถึงน้ำกร่อยเล็กน้อย (3-5 ppt) ได้สำเร็จ ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่มีแหล่งน้ำหลากหลายรูปแบบ

ลักษณะเฉพาะของกลุ่มน้ำจืด

ในทางกลับกัน สายพันธุ์น้ำจืดให้ทางเลือกการเข้าสู่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบ “ข้อจำกัดต่ำ” กุ้งกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสภาวะแวดล้อมที่เข้มงวดเช่นเดียวกับกุ้งในกลุ่มน้ำกร่อย

การเลี้ยงและอนุบาลที่ง่าย: กุ้งกลุ่มนี้สามารถฟักไข่และผ่านกระบวนการอนุบาลตัวอ่อนทั้งหมดในน้ำจืดได้ โดยไม่จำเป็นต้องดูแลอย่างเข้มงวด

ความยืดหยุ่นทางโภชนาการ: ตัวอ่อนของกุ้งกลุ่มนี้มีความแข็งแรงตามธรรมชาติและสามารถกินอาหารสำเร็จรูปขนาดเล็กได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและความซับซ้อนทางเทคนิคสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ใช้แหล่งน้ำในแผ่นดิน

ปัจจุบัน ทั้งระบบการเพาะเลี้ยงแบบเข้มข้นสำหรับกุ้งน้ำกร่อยมูลค่าสูงและระบบที่เรียบง่ายสำหรับกุ้งน้ำจืด กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบภาคสนามในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งบริเวณชายฝั่งและพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำในแผ่นดิน

อุปสรรคในการดำเนินการ: ยกระดับจากความไม่แน่นอนในธรรมชาติสู่ความมั่นคงระดับอุตสาหกรรม

อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ยังคงมีต่อการผลิตอย่างยั่งยืนคือการพึ่งพาพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติ ปัจจุบันโรงเพาะฟักยังคงอาศัยการรวบรวมแม่กุ้งที่มีไข่จากธรรมชาติซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ ส่งผลให้คุณภาพและปริมาณผลผลิตไม่สม่ำเสมอ การสนับสนุนจากภาครัฐจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการริเริ่มอุตสาหกรรม “กุ้งชฎา” ประสบการณ์ของจีนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการปล่อยให้เกษตรกรรายย่อยจัดการการผลิตพันธุ์ลูกกุ้งเองนำไปสู่ความไม่แน่นอนของคุณภาพผลิตภัณฑ์ อันเนื่องมาจากที่มาทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์ที่ที่กระจัดกระจาย จีนสามารถฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งแม่น้ำญี่ปุ่น (M. nipponense) ได้สำเร็จ หลังจากสถาบันวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่นศูนย์วิจัยประมงน้ำจืด (Freshwater Fisheries Research Center: FFRC) ดำเนินการคัดเลือกพันธุกรรมและฟื้นฟูทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเป็นระบบ (Hongtuo 2018)

ประเทศไทยควรดำเนินตามแบบอย่างนี้ด้วยการจัดตั้งโครงการริเริ่ม “ศูนย์ผสมและคัดเลือกสายพันธุ์” (Nucleus Breeding Center: NBC)

แผนยุทธศาสตร์ ปี 2026-2031: การขยายกำลังการผลิต

ระยะที่ 1 (2026-2027): โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์และการบูรณาการกับภาครัฐ จัดตั้งระบบพ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงในบ่อที่มีความยืดหยุ่นและทนทาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านแหล่งพันธุ์ลูกกุ้ง และเพื่อจัดหาปริมาณโพสต์ลาร์วา (PL) ที่แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอในจังหวัดชายฝั่งสำคัญ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

ระยะที่ 2 (2028-2029): การเข้าสู่เชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบและการเจาะตลาด วางตำแหน่ง “กุ้งชฎา” ให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้สูงภายใต้แบรนด์ “Thai Origin” เปิดตัวในช่องทางการส่งออกเชิงพาณิชย์ที่มุ่งเป้าไปยังตลาดอาหารทะเลระดับพรีเมียมในจีนและญี่ปุ่น

ระยะที่ 3 (2030-2031): การพัฒนาเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ฮอร์โมนกระตุ้นชนิด Insulin-like Androgenic Gland Hormone หรือ IAG มาใช้พัฒนาระบบการผลิตกุ้งเพศผู้ล้วน โดยอาศัยเทคโนโลยีโปรตีน IAG ขั้นสูง (Ventura 2012; Levy 2020) เพื่อเก็บเกี่ยวมูลค่าเชิงพาณิชย์สูงสุด โดยการป้อนเข้าสู่กลุ่มตลาดเฉพาะที่มีความต้องการของผู้บริโภคสูงที่สุด ณ ระดับราคาพรีเมียม

การมีส่วนร่วมทางสังคม: เสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ชุมชน

จุดแข็งสำคัญประการหนึ่งของโครงการริเริ่ม “กุ้งชฎา” คือศักยภาพในการสร้างการมีส่วนร่วมทางสังคม ต่างจากการเลี้ยงกุ้งเชิงอุตสาหกรรมซึ่งมักกีดกันเกษตรกรรายย่อยออกไปด้วยต้นทุนการเข้าสู่ตลาดที่สูงและข้อจำกัดด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ การเพาะเลี้ยงกุ้งชฎาเปิดโอกาสให้สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมได้อย่างเท่าเทียม การใช้สายพันธุ์ที่เหมาะกับทั้งน้ำกร่อยและน้ำจืด ทำให้สามารถเพาะเลี้ยงได้ในพื้นที่ภูมิประเทศที่หลากหลาย

ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรรายย่อยทั้งจากชุมชนชายฝั่งน้ำกร่อยและจากครัวเรือนเกษตรกรรมในพื้นที่ห่างไกลหรือที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล จึงสามารถกระจายแหล่งรายได้ของตนได้โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย การเปลี่ยนสถานะของกุ้งท้องถิ่นชนิดนี้จากสัตว์น้ำพลอยได้ไปสู่สินทรัพย์ที่มีมูลค่า จะช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืน อันจะช่วยปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของพวกเขาได้

บทสรุป: สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย

โครงการ “กุ้งชฎา” นำเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการลดความเปราะบางของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสมัยใหม่ การขยายการผลิตกุ้งท้องถิ่นที่มีความทนทานและปรับตัวได้ทั้งในระบบน้ำจืดและน้ำกร่อย จะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการเพาะเลี้ยงแบบชนิดเดียวที่มีความเสี่ยงต่อโรคระบาด พร้อมทั้งสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลของประเทศสำหรับคนรุ่นต่อไป ถึงเวลาแล้วที่จะยกระดับกุ้งท้องถิ่นชนิดนี้จาก สัตว์น้ำพลอยได้ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ให้กลายเป็นทรัพยากรหลักของเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ยั่งยืนของประเทศไทย ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีชีวโมเลกุลสมัยใหม่เข้ากับระบบการเพาะเลี้ยงที่ชุมชนมีส่วนร่วม การเพาะเลี้ยงกุ้งชฎา มีศักยภาพที่จะเป็นแนวทางการพัฒนาที่ เป็นธรรม ปลอดภัยทางชีวภาพ สร้างผลกำไรสูง และสอดคล้องกับแนวทางการอิงธรรมชาติเป็นพื้นฐาน อันจะนำไปสู่อนาคตของภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยที่มีความเข้มแข็ง ยืดหยุ่นและยั่งยืน