โดย ปวีณา ตปนียวรวงศ์, มะลิวัลย์ คุตะโค, พัชรี โยควิบูล, ปาริชาติ ชุมทอง, สิรินาถ เตชา,
กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา, และ สรวิศ เผ่าทองศุข

โคพีพอด (Copepods) เป็นแพลงก์ตอนสัตว์จำพวกครัสเตเชียน (Crustacean Zooplankton) ขนาดเล็ก ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงด้านโภชนาการในระบบนิเวศทางน้ำ ระหว่างผู้ผลิตขั้นปฐมภูมิซึ่งได้แก่แพลงก์ตอนพืช กับผู้บริโภคในลำดับขั้นที่สูงกว่า เช่นลูกปลาวัยอ่อน กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ คาลานอยด์ (Calanoids) ไซโคลปอยด์ (Cyclopoids) และฮาร์แพคทิคอยด์ (Harpacticoids) ซึ่งพบได้ทั้งในแหล่งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำทะเล โคพีพอดมีความหลากหลายในด้านขนาด มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของความเค็มได้ดี และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นอาหารมีชีวิตในโรงเพาะฟักและในระบบเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ (Vasudevan 2013)
หนึ่งในชนิดพันธุ์ที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษในงานวิจัยของเรา คือ Apocyclops royi (A. royi) ซึ่งเป็นโคพีพอดกลุ่มไซโคลพอยด์ ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย โดยแยกสายพันธุ์ได้ครั้งแรกจากคลองชลประทานในจังหวัดจันทบุรี โคพีพอดชนิดนี้อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว และสามารถสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวจากสารตั้งต้นที่เป็นกรดไขมันสายสั้นได้ จึงสามารถสร้างกรดไขมันจำเป็นชนิดสายยาวได้ด้วยตนเอง A. royi มีการเจริญเติบโตในช่วงขนาดที่กว้าง โดยเฉพาะในระยะนอเพลียส (Nauplius Stage) ซึ่งมีขนาดประมาณ 50-250 ไมโครเมตร นอกจากนี้ยังมีวงจรชีวิตสั้น โดยระยะนอเพลียสใช้เวลาเพียง 7-8 วัน ก่อนพัฒนาเข้าสู่วัยเต็มวัย
อาหารมีชีวิตมีความสำคัญอย่างยิ่งในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง เช่นปลาเก๋า ซึ่งมักประสบปัญหาอัตราการรอดของลูกปลาต่ำ เนื่องจากลูกปลาที่เพิ่งฟักมีช่องปากขนาดเล็กมากและเข้าถึงอาหารที่มีขนาดเหมาะสมได้อย่างจำกัด โดยทั่วไปลูกปลาทะเลในระยะเริ่มแรกต้องการเหยื่อที่มีขนาดประมาณ 50-100 ไมโครเมตร ด้วยขนาดที่เล็กนี้ A. royi จึงเหมาะสมสำหรับใช้เป็นอาหารของลูกสัตว์น้ำมากกว่าแพลงก์ตอนสัตว์ที่นิยมใช้กันทั่วไป เช่น อาร์ทีเมีย (Artemia) และ โรติเฟอร์ (Rotifers) (Perumal 2015)
ในประเทศไทย โรติเฟอร์และอาร์ทีเมียเป็นอาหารมีชีวิตประเภทแพลงก์ตอนสัตว์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงเพาะฟักลูกปลาและลูกกุ้ง อย่างไรก็ตามอาหารมีชีวิตทั้งสองชนิดนี้มักมีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับลูกปลาบางชนิด และอาจมีสารอาหารสำคัญ โดยเฉพาะกรดไขมันจำเป็นไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกสัตว์น้ำ (Sarkisian 2019) ด้วยเหตุนี้โคพีพอดจึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในงานวิจัยในฐานะอาหารมีชีวิตทางเลือก สำหรับการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่นปลาเก๋า ปลากะพงขาว และปลาการ์ตูน
การเลือกใช้โคพีพอดแทนอาร์ทีเมีย
การอนุบาลตัวอ่อนสัตว์ทะเลในโรงเพาะฟักนิยมใช้อาร์ทีเมียเป็นอาหารมีชีวิตอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามอาร์ทีเมียมีราคาสูง และคุณภาพทางโภชนาการก็แปรผันไปตามสภาพแวดล้อมตอนเก็บเกี่ยว นอกจากนี้อาร์ทีเมียยังขาดกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง (Highly Unsaturated Fatty Acids: HUFAs) ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของตัวอ่อนปลาและกุ้ง จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการเสริมคุณค่าทางโภชนาการก่อนนำไปใช้ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น
ในทางตรงกันข้าม โคพีพอดให้สารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อการพัฒนาของตัวอ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HUFAs เช่น กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (DHA) กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก (EPA) และกรดอะแรคิโดนิก (ARA) ซึ่งไม่พบในโรติเฟอร์และอาร์ทีเมีย โคพีพอดยังสามารถสังเคราะห์กรดไขมันเหล่านี้ได้เองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านการเสริมคุณค่า (Ohs 2010) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่ค่อยพบในอาหารมีชีวิตชนิดอื่น นอกจากคุณค่าทางโภชนาการสูงและขนาดที่เหมาะสมสำหรับการอนุบาลตัวอ่อนแล้ว (Perumal 2015) พฤติกรรมการว่ายน้ำแบบกระตุกเป็นช่วง ๆ ของโคพีพอดยังช่วยกระตุ้นการกินอาหารของตัวอ่อนปลากินเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อดีอีกประการหนึ่งของโคพีพอดคือ มีช่วงขนาดที่หลากหลายตลอดระยะการเจริญเติบโต ตั้งแต่ระยะไข่ ระยะนอเพลียส จนถึงตัวเต็มวัยทำให้สามารถใช้เป็นอาหารสำหรับลูกปลาในแต่ละช่วงการเจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะโคพีพอดในระยะนอเพลียส ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นของการกินอาหารจากภายนอก เนื่องจากมีขนาดพอดีกับช่องปากของตัวอ่อนระยะแรก และย่อยได้ง่าย (Juntarut 2015)
การศึกษาวิจัยโคพีพอดในห้องปฏิบัติการ
ปัจจุบัน การเพาะเลี้ยงโคพีพอดยังไม่ได้รับการนำไปใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ในวงกว้าง และยังขาดวิธีการผลิตที่ง่ายและทำได้จริงสำหรับใช้ในฟาร์มหรือเชิงพาณิชย์ ปกติแล้วโคพีพอดจะกินสาหร่ายขนาดเล็ก (แพลงก์ตอนพืช) เป็นอาหารเช่น Tetraselmis sp., Chaetoceros, และ Isochrysis sp. จากการศึกษาของเรา พบว่าปัจจัยสำคัญที่เป็นข้อจำกัดในการเพาะเลี้ยง ได้แก่ การจัดหาอาหารให้เพียงพอและการรักษาคุณภาพน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หากได้รับอาหารอย่างเพียงพอและเลี้ยงในน้ำที่มีคุณภาพดี โคพีพอดจะสามารถเจริญเติบโตได้ดีและผลิตตัวอ่อนระยะนอเพลียสได้อย่างต่อเนื่อง
ทีมผู้วิจัยของเราได้เพาะเลี้ยง A. royi ที่ปลอดจากเชื้อก่อโรคจำเพาะที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ (Specific Pathogen-Free: SPF) ในถังขนาด 150 ลิตร โดยใช้สาหร่ายสีเขียว Tetraselmis suecica เป็นอาหาร ด้วยการให้อาหารและการเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างเพียงพอ สามารถเพาะเลี้ยงโคพีพอดได้ที่ความหนาแน่นสูงถึง 20,000 ตัวต่อลิตร ในการทดลองอนุบาลลูกปลากะพงขาว ตั้งแต่อายุ 6-21 วันหลังฟัก โดยใช้ A. royi เป็นอาหาร พบว่า โคพีพอดสามารถทดแทนโรติเฟอร์และอาร์ทีเมียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลูกปลาที่ได้รับ A. royi ยังมีระดับของกรดไขมัน DHA สูงกว่าลูกปลาที่ได้รับโรติเฟอร์และอาร์ทีเมียอีกด้วย
นอกจากนี้ ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โครงการวิจัยเรื่อง “ระบบการเพาะเลี้ยงโคพีพอดทะเล Apocyclops royi ความหนาแน่นสูง AMBT201601 สำหรับการอนุบาลลูกปลากะพงขาวปลอดเชื้อก่อโรคเฉพาะ” ได้แสดงให้เห็นว่า A. royi สามารถผลิตอย่างเชื่อถือได้ในระดับฟาร์ม โดยมีอัตราการเจริญเติบโตและพลวัตของประชากร ใกล้เคียงกับผลการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ
การย้ายการผลิตโคพีพอดจากห้องปฏิบัติการสู่ฟาร์ม
ความท้าทายสำคัญของการผลิตโคพีพอดในบ่อเปิดขนาดใหญ่ คือการคงสภาพการเพาะเลี้ยงให้มีเสถียรภาพควบคู่ไปกับการควบคุมการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งหมายความว่าการเพาะเลี้ยงโคพีพอดอย่างมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องอาศัยระบบปิดที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ มีแหล่งน้ำสะอาดที่มีคุณภาพสูงและมีอาหารเพียงพออย่างต่อเนื่อง ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการนำเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงโคพีพอดไปใช้ในโรงเพาะฟักของเกษตรกร ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการผลิตสาหร่ายขนาดเล็กหรือแพลงก์ตอนพืชให้เพียงพอสำหรับใช้เลี้ยงโคพีพอดยังค่อนข้างยุ่งยาก ในทางปฏิบัติเกษตรกรต้องบริหารจัดการทั้งการเพาะเลี้ยงสาหร่ายและการเพาะเลี้ยงโคพีพอดไปพร้อมกัน ส่งผลให้กระบวนการผลิตมีความซับซ้อนและต้องใช้แรงงานมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นความท้าทายที่อย่างแท้จริง แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขและพัฒนาได้
ทางเลือกหนึ่งที่มีศักยภาพสำหรับการผลิตโคพีพอด คือ การใช้สาหร่ายขนาดเล็กในรูปแบบเข้มข้น (Concentrated Microalgae) ซึ่งผ่านกระบวนการผลิตเป็นชุดและเก็บรักษาไว้ใช้ในภายหลัง (Sales 2019) วิธีการนี้ช่วยลดความจำเป็นในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสดทุกวัน ทำให้การผลิตโคพีพอดมีความสะดวกและสามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น สาหร่ายเข้มข้นสามารถเตรียมได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การปั่นเหวี่ยง (Centrifugation) การกรอง (Filtration) หรือรวมตัวกันจับกลุ่มเป็นตะกอน (Flocculation) แล้วนำไปแช่เย็นเก็บไว้ใช้ ผลการศึกษาการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า สาหร่ายเข้มข้นสามารถใช้เป็นอาหารสำหรับการเพาะเลี้ยงโคพีพอดได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากการใช้สาหร่ายสด
การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคมและความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวของชุมชน
การเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จของการเพาะเลี้ยงโคพีพอดแบบเข้มข้น จากสภาพแวดล้อมห้องปฏิบัติการที่ควบคุมได้ไปสู่การทดลองภาคสนามที่ใช้งานได้จริง ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การทำให้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงมากขึ้นในประเทศไทย ด้วยการพิสูจน์ความเป็นไปได้ของการผลิตในระดับท้องถิ่นและเชิงพาณิชย์ ทำให้รูปแบบการผลิตนี้เป็นแนวทางแก้ไขที่ที่มั่นคงต่อความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมที่โรงเพาะฟักลูกกุ้งและฟาร์มปูทะเลรายย่อยต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญ ระบบการเพาะเลี้ยงภายในโรงเรือนที่มีความหนาแน่นสูงแต่ใช้แรงงานไม่มาก ช่วยลดข้อจำกัดด้านแรงงานทางกายภาพที่หนักและการทำงานในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นลักษณะของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบบ่อเปิดดั้งเดิม โครงสร้างการผลิตเช่นนี้จึงเอื้อต่อการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่ทุกคนมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงในชนบท ผู้สูงอายุและผู้ผู้มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว สามารถเข้ามามีบทบาทในงานที่มีมูลค่าสูงทั้งในด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีและการตัดสินใจ
ในขณะประเทศไทยกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจ การผลักดันให้ระบบการผลิตอาหารมีชีวิตที่บริหารจัดการโดยชุมชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลได้สำหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค ปกป้องวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อย และรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในลุ่มน้ำชายฝั่งและพื้นที่ลุ่มแม่น้ำของประเทศ
สร้างอนาคตที่ความมั่นคงของการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนในประเทศไทย
การเปลี่ยนการผลิตสัตว์น้ำวัยอ่อนจากการใช้อาหารแช่แข็งนำเข้าที่มีคุณภาพต่ำ และการพึ่งพาไข่อาร์ทีเมียที่มีราคาสูงและมีความเสี่ยงต่อการนำโรค มาเป็นการใช้โคพีพอดที่ผลิตได้ภายในประเทศ จะช่วยขจัดการสูญเสียเงินทุนออกนอกประเทศ รักษาเงินทุนหมุนเวียนให้อยู่ภายในเศรษฐกิจชายฝั่งชนบท และสร้างแหล่งอาหารมีชีวิตที่ปลอดภัยทางชีวภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และจัดหาได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความจำเป็นต้องพัฒนาอาหารทางเลือกสำหรับการเพาะเลี้ยงโคพีพอดเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้สะดวก ราคาจับต้องได้ และเหมาะสมสำหรับการผลิตในระดับฟาร์ม การพัฒนาทางเลือกเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการผลิตโคพีพอดให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต
โดยสรุป โคพีพอดในฐานะอาหารมีชีวิตมีศักยภาพสูงอย่างยิ่งในการยกระดับคุณภาพสัตว์น้ำวัยอ่อน ความปลอดภัยทางชีวภาพ และความยืดหยุ่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในอุตสาหกรรมการอนุบาลตัวอ่อนปลาและกุ้งของประเทศไทย
