โดย Daravuth Kong

ท่ามกลางพื้นที่สูงของแขวงหลวงพระบาง ข้าพเจ้ายืนอยู่ ณ จุดตัดระหว่างความจำเป็นด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม กับการดำรงอยู่ได้ของชุมชน เมื่อมาตรการจำกัดการทำประมงในแม่น้ำ มิได้เป็นเพียงการตัดสินใจเชิงกฎหมายของชุมชนเวียงสะหวันเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อวิถีชีวิตของชนพื้นเมืองท้องถิ่น น้ำที่นิ่งสงบภายในเขตอนุรักษ์เสมือนกำลังตั้งคำถามอันท้าทายต่อข้าพเจ้าว่า: ชุมชนที่พึ่งพาการประมงมาตลอดหลายชั่วอายุคนจะดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างไร เมื่อแม่น้ำของพวกเขาถูกปิดกั้นจากการใช้ประโยชน์?
โครงการ “การเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านการประมงและการจัดการทรัพยากรประมงผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น” (EFRAM)
เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำที่ลดลงจากผลกระทบของเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำประมงผิดกฎหมายและเกินขนาด ตลอดจนปัญหาการกำกับดูแลที่อ่อนแอ คณะทำงานของโครงการเราสามารถผลักดันให้เกิดการอนุมัติเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา (Fish Conservation Zone: FCZ) ตามแนวแม่น้ำน้ำซวง (Nam Xuang River) ได้สำเร็จ ก่อนหน้านี้คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำแห่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประเทศไทย และวิทยาลัยเกษตรและป่าไม้ภาคเหนือ (NAFC) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับมอบหมายจากสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์มประจำภูมิภาคเอเชีย ให้พัฒนากรอบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำในแม่น้ำซวง
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา คณะทำงานตระหนักว่าอย่างชัดเจนว่า วิกฤตทรัพยากรประมงมิได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารและวิถีการดำรงชีพของชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรดังกล่าวอีกด้วย
ดังนั้น แม้ว่าการกำหนดเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา (FCZ) จะมีส่วนสำคัญต่อองค์ความรู้ทางวิชาการและวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ แต่บทเรียนสำคัญที่ได้รับคือ ความพยายามด้านการอนุรักษ์จะมีความยั่งยืนและยืดหยุ่นอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อการอนุรักษ์นั้นสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการเสริมสร้างศักยภาพด้านการดำรงชีพของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างสมดุล
ความย้อนแย้งของเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา (FCZ)
การประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาซึ่งได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานท้องถิ่น นับเป็นช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของชุมชน ขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความกังวลใจอย่างเงียบ ๆ ได้มีการจัดเสวนากลุ่มขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงและถอดบทเรียนหลังการอนุมัติดังกล่าว สีหน้าของชาวบ้านสะท้อนถึงความรู้สึกที่ซับซ้อน พวกเขาต้องการปกป้องแม่น้ำของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็วิตกต่ออนาคตของการดำรงชีพของตนเองเช่นกัน
พวกเขาเข้าใจข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการลดลงของชนิดพันธุ์ปลาซึ่งคณะวิจัยได้นำเสนอ แต่ทว่าแม้ผลงานวิจัยจะเป็นหลักฐานที่สามารถเติมเต็มช่องว่างทางวิชาการได้ แต่ก็ไม่อาจเติมเต็มจานอาหารของชาวบ้านได้ภาวะย้อนแย้งจึงอยู่ตรงที่ว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรประมงเพื่ออนาคต จำเป็นต้องจำกัดการเข้าถึงแม่น้ำในปัจจุบัน และข้อจำกัดดังกล่าวนำไปสู่ช่องว่างด้านการดำรงชีพ เมื่อความต้องการขั้นพื้นฐานเพื่อการอยู่รอดมีน้ำหนักมากกว่าภาระผูกพันต่อเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา และหากปราศจากทางเลือกอื่นในการยังชีพ ชาวบ้านก็มีแนวโน้มจะกลับเข้าสู่วงจรของการใช้ทรัพยากรแม่น้ำอย่างเกินขนาด ผิดกฎหมาย และ/หรือก่อให้เกิดความเสียหายเพื่อความอยู่รอดของตนเอง
ชุมชนจะมีความยืดหยุ่นอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อมีเครื่องมือและศักยภาพเพียงพอในการพึ่งพาตนเองได้ (Engle 2022) ดังนั้น การสนับสนุนที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาควรเป็นโอกาสแห่งการเสริมพลังชุมชน มากกว่าจะเป็นการเสียสละของชาวบ้านเพื่อประโยชน์ของสิ่งแวดล้อม
บทความนี้นำเสนอการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยชุมชน (Community-Based Aquaculture: CBA) ในฐานะทางเลือกที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนบทบาทของชาวบ้าน จากผู้เฝ้ามองแม่น้ำที่ถูกจำกัดการใช้ประโยชน์อย่างนิ่งเฉย ไปสู่ผู้สร้างฐานการดำรงชีพและความมั่นคงทางอาหารด้วยตนเองอย่างแข็งขัน ทั้งนี้ ก่อนอื่นจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงการฝึกอบรมโดยชุมชน (Community-Based Training: CBT) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา CBA เสียก่อน
CBT และ CBA ทำงานอย่างไร?
การฝึกอบรมโดยชุมชน (CBT) เป็นแผนงานการเสริมสร้างศักยภาพที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับชุมชนชนบท โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างการจ้างงานด้วยตนเอง กลุ่มเป้าหมายของโครงการประกอบด้วยประชากรกลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาส ได้แก่เยาวชนนอกระบบการศึกษา สตรี ผู้ว่างงาน ผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม เช่นเกษตรกรรายย่อยและชาวประมงพื้นบ้าน ชนเผ่าพื้นเมือง ตลอดจนแรงงานในระบบเศรษฐกิจนอกภาคทางการ CBT นำเสนอกรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมและตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของแต่ละชุมชนท้องถิ่น โดยมักถูกบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาชุมชน เพื่อเสริมสร้างพลังให้แก่ผู้เข้าร่วม ผ่านการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการวางแผน การตัดสินใจ และการมีส่วนร่วมในวัฏจักรของการ ลงมือปฏิบัติและสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Rosas 2006)
ทักษะและองค์ความรู้ที่ได้รับจาก CBT สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยชุมชน (CBA) ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน CBA มีเป้าหมายเพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจเสริมที่ช่วยเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชนชนบท นอกจากนี้ CBA ยังมุ่งหวังที่จะลดการพึ่งพาทรัพยากรสัตว์น้ำธรรมชาติมากเกินไป และสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Ireland 2004; Allison 2011; Troell 2014) โดย CBA จัดให้มีกรอบการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเปลี่ยนทรัพยากรแม่น้ำที่ชุมชนใช้ร่วมกัน ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน โดยดำเนินงานบนพื้นฐานของการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน การบริหารจัดการโดยชุมชนและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม กลุ่มเป้าหมายหลักของ CBA คือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและเสียเปรียบทางสังคม ที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ อีกทั้งมักมีข้อจำกัดด้านเงินทุน ความสามารถในการบริหารจัดการและทักษะทางวิชาชีพ (Ateweberhan 2018) แนวทางแบบมีส่วนร่วมนี้เปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนในการตัดสินใจ ซึ่งรวมไปถึงการจัดแบ่งภาระหน้าที่และผลประโยชน์ระหว่างกัน ตลอดจนการดำเนินงาน การกำกับดูแลและการควบคุมมาตรการบริหารจัดการต่างๆ
เหตุผลเบื้องหลังการเสนอแนวทาง CBA คือ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา (FCZ) และเปลี่ยนบทบาทของพวกเขาจากชาวประมงที่ถูกจำกัดการเข้าถึงทรัพยากร ไปสู่ผู้ผลิตสัตว์น้ำที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ โดยอาศัยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น แม่น้ำ บ่อขนาดเล็ก ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทักษะดั้งเดิมของชุมชน ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งด้านเทคนิคและการเงินจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่นและระดับชาติ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน ภาคเอกชน และหน่วยงานผู้สนับสนุนทุน
เมื่อผู้คนในชุมชนได้รับการเสริมสร้างศักยภาพด้วยทักษะใหม่ๆ และการดำรงชีพที่หลากหลาย ชุมชนก็จะสามารถปรับตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น ชุมชนจะยังคงดำรงบทบาทในฐานะ ผู้พิทักษ์แม่น้ำที่มีความยืดหยุ่นและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ในทางปฏิบัติ การสนับสนุนการทดลองดำเนินงาน CBA ภายในพื้นที่เขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา (FCZ) สามารถเชื่อมโยงและลดช่องว่างระหว่าง การอนุรักษ์ทรัพยากรประมงกับการอยู่รอดของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยชุมชน (CBA) กับการเสริมสร้างศักยภาพด้านเพศ
จากการวิเคราะห์ขอบเขตด้านบทบาทระหว่างเพศ ของโครงการ EFRAM ที่สำรวจกลุ่มสตรีและบุคคลจากกลุ่มชนกลุ่มน้อยจำนวน 30 คน พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า “มีการรับรู้ว่าผู้ชายได้รับประโยชน์จากทรัพยากรในแม่น้ำมากกว่าผู้หญิง โดยผู้ชายมักมีบทบาทหลักในการทำประมง ขณะที่ผู้หญิงมีส่วนร่วมในกิจกรรมหลังการจับสัตว์น้ำ และรับผิดชอบด้านความมั่นคงทางอาหารภายในครัวเรือน”
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าในลุ่มน้ำโขง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังคงถูกมองว่าเป็นภาคส่วนที่ผู้ชายมีบทบาทนำเป็นหลัก อย่างไรก็ตามรูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยชุมชน (CBA) มุ่งที่จะทลายกรอบความคิดดังกล่าว โดยหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของCBA คือการเสริมสร้างทักษะด้านอาชีพในการดำรงชีพให้แก่สมาชิกในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงสตรีและกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อยในขอบเขตงานที่แต่เดิมผู้ชายมักเป็นผู้มีบทบาทเหนือกว่าในระดับครัวเรือนมาโดยตลอด.
การส่งเสริมให้กลุ่มเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม CBA ถือเป็นการท้าทายบรรทัดฐานทางเพศโดยตรง ทั้งยังช่วยส่งเสริมความอิสระทางการเงิน และเปลี่ยนแปลงความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าผู้ชายคือผู้หาเลี้ยงครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว ที่สำคัญกรอบ CBA ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ชาย ซึ่งช่วยยกระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ ปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยและนำไปสู่การสร้างสรรค์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ยั่งยืน (Pamesa 2025)
กรณีศึกษาการดำเนินงาน CBA: ความสำเร็จ ความท้าทาย และบทเรียนที่ได้รับ
ในรัฐโอดิชา (Odisha) หรือที่ในอดีตเรียกว่า รัฐโอริสสา (Orissa) ประเทศอินเดีย ซึ่งเผชิญปัญหาความยากจนและความไม่มั่นคงทางอาหาร รัฐบาลได้ดำเนินโครงการเพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่สตรีด้วยกิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมุ่งสนับสนุนระบบการเลี้ยงปลาคาร์พ ร่วมกับปลาโมลา (carp-mola polyculture) ) ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงในบ่อชุมชน ผ่านกลุ่มสตรีพึ่งพาตนเอง (Women Self-Help Groups: WSHGs) โครงการนี้ประสบความสำเร็จในการเชื่อมประสานช่องว่างระหว่างความมั่นคงทางอาหารกับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่กลุ่ม WSHGs โดยการฝึกอบรมที่ตรงจุดและการนำแนวปฏิบัติด้านการจัดการที่ดีกว่ามาปรับใช้ กลุ่มWSHGsรายงานว่าการทำฟาร์มปลาด้วยระบบการเลี้ยงร่วมกันของปลาคาร์พและปลาโลา สามารถสร้างผลผลิตและรายได้สุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบของโครงการนี้ขยายขอบเขตไปไกลกว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยครอบคลุมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อม การเสริมสร้างอำนาจให้แก่สตรี และผลลัพธ์ทางโภชนาการที่ดีขึ้น ในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้ายโครงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ขับเคลื่อนโดยสตรีนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ และกลายเป็นพิมพ์เขียวที่สามารถนำไปขยายผล เพื่อการพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านราคาปัจจัยการผลิตและอุปทานที่จำกัดก็ตาม (Dubey 2024)
อีกหนึ่งกรณีศึกษาของ CBA เริ่มต้นขึ้นในพื้นที่ชนบทของประเทศไทยเมื่อปี ค.ศ. 1992 โครงการดังกล่าวตระหนักว่าโรงเรียนในหมู่บ้านเป็นศูนย์กลางที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อช่วยเหลือชุมชนยากจนในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในชนบท รัฐบาลจึงได้จัดตั้งโครงการบ่อเลี้ยงปลาในโรงเรียน (โครงการอาหารกลางวัน)ขึ้น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในโรงเรียน (School-Based Aquaculture: SBA) นี้ ได้บูรณาการการจัดการบ่อเลี้ยงปลาเข้ากับสภาพแวดล้อมทางการศึกษาโดยตรง เป้าหมายหลักของโครงการคือการยกระดับภาวะโภชนาการของนักเรียน ด้วยการจัดหาปลาเพื่อบริโภคผ่านโครงการเพาะเลี้ยงปลาแบบช่วยเหลือตนเองซึ่งประกอบด้วยการก่อสร้างบ่อปลา การฝึกอบรมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการจัดหาพันธุ์ปลาและคำแนะนำทางวิชาการให้แก่โรงเรียน จุดแข็งของโครงการอยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนบ่อน้ำในหมู่บ้านให้เป็นห้องเรียนกลางแจ้ง ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ทักษะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบลงมือปฏิบัติจริงและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนี้ นักเรียนและชุมชนได้ประจักษ์ถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการจัดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การดำรงชีพที่ดีขึ้นและสุขภาวะของมนุษย์ (Chumnongsittathum 2008)
แม้ว่าข้อริเริ่ม CBA บางแห่งจะนำเสนอเรื่องราวความสำเร็จ แต่โครงการ CBA ในแถบมหาสมุทรอินเดียตะวันตก กลับให้บทเรียนอันมีค่าและแนวทางที่ทันท่วงทีเกี่ยวกับความท้าทายในทางปฏิบัติ โครงการ CBA ในภูมิภาคนี้ถูกนำมาใช้เป็นกิจกรรมสร้างรายได้ทางเลือกหรือรายได้เสริมที่สำคัญ เพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่มากเกินไป และเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ กิจกรรมCBAที่ดำเนินการในภูมิภาคได้รับการประเมินผ่านการอภิปรายในประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับผู้ปฏิบัติงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก เนื่องจากขาดความเป็นเจ้าของในระดับท้องถิ่น โครงการ CBA หลายโครงการในพื้นที่นี้จึงไม่สามารถยุติวงจรของความยากจนและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพได้ บางโครงการตกอยู่ในกับดักทางสังคม-นิเวศ (Social-Ecological Trap) เนื่องจากไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการและพันธมิตรพื้นเมืองในท้องถิ่น แต่กลับถูกกำหนดโดยผู้ให้ทุนจากภายนอกที่มีกรอบเวลาสั้นจนไม่สามารถทำได้จริง อุปสรรคที่ถูกระบุได้แก่ การขาดความเชี่ยวชาญทางเทคนิค การขาดแคลนพันธุ์สัตว์น้ำและอาหารสัตว์ที่เพียงพอ และกระบวนการตัดสินใจแบบจากบนลงล่างที่ละเลยเสียงของชุมชนท้องถิ่น (Ateweberhan 2018)
ข้อเสนอแนะ
จากกรณีการดำเนินงาน CBA ที่ไม่ประสบความสำเร็จดังกล่าวข้างต้น เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า CBA จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการมองว่าเป็นโครงการระยะสั้นไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพ และความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว นอกจากนี้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในรูปแบบชุมชนต้องฝังรากลึกอยู่ในสถาบันท้องถิ่น ดังเช่นโครงการบ่อปลาโรงเรียนของประเทศไทย เพื่อให้การบริหารจัดการยังคงอยู่ในมือของชุมชนแม้เมื่อแหล่งทุนภายนอกสิ้นสุดลง ยิ่งกว่านั้นการบูรณาการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเข้าสู่การศึกษาในระบบเป็นแนวทางที่ชาญฉลาด เนื่องจากช่วยให้มั่นใจได้ว่าทักษะทางเทคนิคที่จำเป็นจะถูกถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ และสร้างแนวกันชนที่ยั่งยืนต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร ซึ่งทั้งหมดนี้จะเสริมพลังให้สมาชิกชุมชนชนบทสามารถสร้างการดำรงชีพที่มีความยืดหยุ่นได้ในที่สุด
บทสรุป
ในกรณีศึกษาของเรา โครงการ EFRAM ได้ตอบสนองต่อความจำเป็นเร่งด่วนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง ผ่านการดำเนินงานแบบล่างขึ้นบน (bottom-up approach) ซึ่งให้ความสำคัญกับมุมมองและเสียงสะท้อนของชาวบ้านในท้องถิ่น รวมถึงสตรี ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มชายขอบทางสังคม โดยผลลัพธ์สำคัญประการหนึ่งของโครงการ คือ การได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการให้จัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา (FCZ)
โครงการของเราพบว่า CBA มีศักยภาพที่จะเป็นกลไกถ่วงดุลที่สำคัญต่อการประกาศใช้เขต FCZ ด้วยข้อได้เปรียบของ CBA ที่มุ่งสัญญาว่าจะสร้างความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ทางเศรษฐกิจและสังคม ให้แก่ชุมชนเวียงสะหวันในภาคเหนือของลาว ข้อได้เปรียบของชุมชนนี้คือมีความผูกพันทางประเพณีกับปลาและสายน้ำมาอย่างยาวนาน ดังนั้นการทำประมงที่เกินขีดจำกัดจึงสามารถถูกแทนที่ด้วยระบบ CBA ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนสร้างแหล่งรายได้ทางเลือก ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงของตนเอง ในปัจจุบันโครงการวิจัยและการทดลองเชิงปฏิบัติที่จัดขึ้นเกี่ยวกับ CBA ยังคงมีอยู่อย่างจำกัด บทความฉบับนี้จึงเสนอว่าในระยะเริ่มแรกนี้ CBA ควรได้รับการพิจารณาในฐานะการทดลองเชิงปรับตัว ที่ให้ความสำคัญกับความต้องการตามบริบทของท้องถิ่นเป็นสำคัญ
