โดย Nguyen Thi Thu Thao และ กอบบุญ แก้วพิลา

การเพาะเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลน ได้ก้าวขึ้นมาเป็นรูปแบบสำคัญในยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งของประเทศเวียดนาม และมักได้รับการนำเสนอว่าเป็นระบบที่สามารถผสานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทได้อย่างสอดคล้องกัน ในจังหวัดชายฝั่งสำคัญ เช่น Ca Mau, Bac Lieu และ Soc Trang ระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนแบบบูรณาการได้รับการยอมรับและนำไปใช้โดยเกษตรกรรายย่อยอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นระบบที่ใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอกในระดับต่ำ และมีความสอดคล้องกับระบบนิเวศชายฝั่ง
งานวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบันต่างชี้ให้เห็นอย่างสอดคล้องกันถึงการเกื้อหนุนต่อวิถีชีวิตและผลประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมของระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลน อย่างไรก็ตามยังมีมิติสำคัญที่ยังไม่ได้รับการศึกษาเพียงพอนั่นคือ ระบบเหล่านี้จะสามารถสร้างรายได้เพื่อการดำรงชีพ (Living Income) ที่เพียงพอและมั่นคง โดยมีผลตอบแทนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงมากพอที่จะรองรับมาตรฐานการครองชีพที่ดีได้หรือไม่ แม้ว่างานวิจัยจำนวนมากจะรายงานระดับรายได้และการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเกษตรกร แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ประเมินอย่างชัดเจนว่ารายได้ดังกล่าวสอดคล้องกับเกณฑ์รายได้เพื่อการดำรงชีพหรือไม่
การลดช่องว่างทางองค์ความรู้นี้จำเป็นต้องอาศัยการประเมินอย่างครอบคลุมและเป็นระบบในด้านความเพียงพอ ความเสถียร และความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของรายได้ที่ได้รับจากระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลน
คุณูปการต่อการดำรงชีพของระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลน
บทบาทของการเพาะเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนในการสนับสนุนวิถีชีวิตของชุมชนชนบทได้รับการยอมรับเป็นที่แน่ชัดแล้ว ข้อได้เปรียบประการหนึ่งคือเป็นรูปแบบของการผลิตที่ใช้ปัจจัยการผลิตต่ำและมีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก เช่นอาหารสัตว์สำเร็จรูปเชิงพาณิชย์ สารเคมีและยาปฏิชีวนะ ลักษณะดังกล่าวทำให้เกษตรกรรายย่อยที่ขาดแคลนเงินทุนสำหรับระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหนาแน่น สามารถเข้าถึงระบบนี้ได้ง่าย
งานวิจัยหลายฉบับได้แสดงหลักฐานถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของระบบนี้ในระดับครัวเรือน ตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่ดำเนินการในจังหวัด Soc Trang ชี้ให้เห็นว่า เกษตรกรที่ดำเนินระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ โดยเฉลี่ยประมาณ 3.6 ล้านดองเวียดนาม (136 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเฮกตาร์ต่อปี ขณะที่สามารถสร้างรายได้สุทธิได้ประมาณ 24 ล้านดองเวียดนาม (911 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเฮกตาร์ต่อปี (Phuong 2017) แม้ว่ารายได้ดังกล่าวจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่ผลตอบแทนนี้เกิดขึ้นภายใต้ความเสี่ยงทางการเงินที่จำกัด จึงทำให้ระบบนี้มีความน่าดึงดูดใจสำหรับครัวเรือนที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง
นอกเหนือจากการสร้างรายได้โดยตรงแล้ว ระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนยังมีส่วนสำคัญในการกระจายแหล่งรายได้ของครัวเรือน โดยเกษตรกรมักสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลากหลายชนิด ทั้งกุ้ง ปู และสัตว์น้ำอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดรายได้หลายช่องทาง การลดการพึ่งพาผลผลิตเพียงชนิดเดียวเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของครัวเรือน และทำหน้าที่เป็นกันชนป้องกันแรงกระทบจากความผันผวนของตลาดหรือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของระบบยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ช่วยเสริมสร้างบทบาทในการสนับสนุนการดำรงชีพของชุมชน ป่าชายเลนทำหน้าที่ให้บริการระบบนิเวศ ที่สำคัญหลายประการ เช่น การกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำ การเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและอนุบาลของสัตว์น้ำและการปกป้องแนวชายฝั่ง บริการทางระบบนิเวศเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาเสถียรภาพของผลผลิตกุ้งเท่านั้น แต่ยังลดความจำเป็นในการใช้มาตรการแทรกแซงที่มีค่าใช้จ่ายสูงอีกด้วย
เมื่อพิจารณาคุณลักษณะเหล่านี้โดยรวมอธิบายได้ว่าเหตุใดระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนจึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นทางเลือกการดำรงชีพที่มีความยั่งยืน อย่างไรก็ตามการสนับสนุนการดำรงชีพนั้นไม่ได้เท่ากับรายได้เพื่อการดำรงชีพได้เสมอไป ประเด็นนี้จึงนำไปสู่คำถามที่ว่าระดับรายได้ที่เกิดขึ้นจากระบบดังกล่าวนั้นมีความเพียงพอสำหรับการดำรงชีพในระยะยาวหรือไม่
ช่องว่างด้านรายได้เพื่อการดำรงชีพ
การจะทำความเข้าใจข้อจำกัดของการประเมินในปัจจุบันนั้น สิ่งสำคัญคือต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่าง “การสนับสนุนการดำรงชีพ (Livelihood Support)” และ “รายได้เพื่อการดำรงชีพ (Living Income)” ให้ชัดเจน โดยทั่วไปแล้ว การดำรงชีพหมายถึงความสามารถ สินทรัพย์หรือทรัพยากรและกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถดำรงชีพอยู่ได้ (Chambers 1992) ซึ่งมักได้รับการประเมินด้วยผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเช่นรายได้หรือความสามารถในการทำกำไร ในทางตรงกันข้ามแนวคิดเรื่องรายได้เพื่อการดำรงชีพมุ่งเน้นไปที่การพิจารณาว่า ครัวเรือนมีรายได้เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิต รักษามาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสม และสามารถรับมือกับความแรงกระทบทางเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ (LICOP)
ความแตกต่างดังกล่าวได้เน้นย้ำให้เห็นถึงช่องว่างอันเป็นสาระสำคัญ ในหลายกรณีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรมีรายได้จริงแต่ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ารายได้นั้นสูงในระดับที่เพียงพอหรือไม่ แม้ว่าระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนจะถูกประเมินบ่อยครั้งในแง่ของประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจหรือความยั่งยืน แต่แทบไม่เคยได้รับการประเมินเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานด้านความเพียงพอของรายได้หรือความยืดหยุ่นในระยะยาว ด้วยเหตุนี้จึงยังคงไม่แน่ชัดว่ารายได้ที่เกิดจากระบบเหล่านี้มีความเพียงพอในเชิงสัมบูรณ์ หรือเป็นเพียงแค่ผลประโยชน์ที่ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับวิถีชีวิตทางเลือกอื่น ๆ เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น รายได้เพื่อการดำรงชีพยังมีลักษณะที่เป็นพหุมิติ (Multidimensional) โดยเนื้อแท้ ซึ่งไม่เพียงแต่ครอบคลุมถึงระดับของรายได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสถียร ความสามารถในการคาดการณ์ได้ และความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของรายได้นั้นเมื่อเวลาผ่านไป มิติต่าง ๆ เหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งในบริบทของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นภาคการผลิตที่ได้รับอิทธิพลจากความผันแปรทางสิ่งแวดล้อม ความผันผวนของตลาด และข้อจำกัดเชิงนโยบาย
การขาดการประเมินในเชิงพหุมิติดังกล่าว จึงเป็นข้อจำกัดต่อความสามารถในการทำความเข้าใจผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนที่สมบูรณ์และครอบคลุมเพียงพอ
สิ่งที่ทราบแล้วและสิ่งที่ยังคงไม่แน่ชัด
บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของประเทศเวียดนาม ถือเป็นบริบทที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาทั้งจุดเด่นและข้อจำกัดของของระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลน งานวิจัยต่างๆ ยืนยันว่าระบบเหล่านี้สามารถสร้างรายได้และเกื้อหนุนวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งได้อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามงานวิจัยเหล่านั้นยังเผยให้เห็นถึงรายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับระดับและความแปรปรวนของรายได้
ตัวอย่างเช่น แม้ว่าต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำจะมีส่วนช่วยให้เกิดผลตอบแทนสุทธิที่เป็นบวก แต่ระดับรายได้โดยรวมก็ยังคงอยู่ในระดับปานกลาง ตัวเลขที่อ้างอิงไว้ก่อนหน้านี้ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 24 ล้านดองเวียดนามต่อเฮกตาร์ต่อปี ได้แสดงให้เห็นว่าแม้เกษตรกรจะสามารถทำกำไรได้ แต่ขนาดของรายได้นั้นอาจมีจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับครัวเรือนที่มีสมาชิกในอุปการะหลายคนหรือมีขอบเขตถือครองที่ดินที่จำกัด
ในขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ด้านรายยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก ยกตัวอย่างเช่น กรอบนโยบายที่ควบคุมการอนุรักษ์ป่าชายเลน เช่น การกำหนดสัดส่วนพื้นที่สิ่งปกคลุมที่เป็นป่าไม้ต่อพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการผลิตและศักยภาพในการสร้างรายได้ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าในทางปฏิบัติ เกษตรกรมักจะปรับสัดส่วนเหล่านี้เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างข้อกำหนดด้านการอนุรักษ์และความต้องการทางเศรษฐกิจ (Anh 2024) สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดเชิงพลวัต ระหว่างเป้าหมายด้านนิเวศวิทยาและเป้าหมายด้านเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ภายในระบบการผลิตดังกล่าว
ความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อมยังส่งผลต่อความมั่นคงของรายได้ด้วย ปัจจัยต่างๆเช่นการรุกล้ำของน้ำเค็ม คุณภาพน้ำ และการระบาดของโรค ล้วนส่งผลต่อผลิตภาพ ก่อให้เกิดความผันผวนของรายได้ตามฤดูกาลและช่วงปี (Nguyen 2020) แม้ว่าการกระจายความหลากหลายของผลผลิตภายในระบบจะสามารถบรรเทาความเสี่ยงบางส่วนได้ แต่ก็ไม่อาจขจัดความเสี่ยงเหล่านั้นได้ทั้งหมด
ผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนจะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างรายได้ แต่การทำความเข้าใจอย่างครอบคลุมว่าระบบดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพได้หรือไม่นั้น จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ที่มีความละเอียดและเป็นระบบมากกว่านี้
การทบทวนช่องว่าง: การวัดและการประเมินผล
ช่องว่างระหว่างการสนับสนุนการดำรงชีพและรายได้เพื่อการดำรงชีพในระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลน ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นหลักฐานที่ชี้ว่าระบบดังกล่าวไม่มีความเพียงพอทางเศรษฐกิจ ตรงกันข้ามช่องว่างนี้สะท้อนถึงประเด็นที่กว้างกว่าเกี่ยวกับวิธีการกำหนดแนวคิดและการวัดรายได้ที่ใช้ในงานวิจัยปัจจุบัน
การศึกษาในปัจจุบันมักมุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานเชิงสัมพัทธ์ เช่นความสามารถในการทำกำไรหรือประสิทธิภาพการผลิต มากกว่าการประเมินโดยอ้างอิงเกณฑ์สัมบูรณ์ของความเพียงพอด้านรายได้ สิ่งนี้ทำให้ยากต่อการประเมินว่าเกษตรกรสามารถตอบสนองความต้องการที่จำเป็น หรือบรรลุความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้หรือไม่ การนำกรอบแนวคิดและเกณฑ์มาตรฐานของรายได้เพื่อการดำรงชีพมาใช้ในการศึกษาวิจัยในอนาคต จะช่วยให้การประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจมีฐานข้อมูลที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ มิติด้านเวลาของรายได้ยังควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านมากขึ้น การศึกษาในระยะสั้นอาจมองข้ามความผันผวนและแนวโน้มระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำความเข้าใจเรื่องความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง การวิจัยแบบติดตามผลในระยะยาวจะสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของรายได้จากระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนตลอดช่วงเวลา และการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมและตลาด
ข้อพิจารณาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความแตกต่างหลากหลายของครัวเรือนเกษตรกร ผลลัพธ์ด้านรายให้อาจมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ขนาดของที่ดิน การเข้าถึงตลาด และการเข้าร่วมโครงการรับรองมาตรฐาน ตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอาจได้รับราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ ทว่าการเข้าถึงโครงการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึง การทำความเข้าใจความผันแปรเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการประเมินความสามารถ ในการนำรายได้เพื่อการดำรงชีพไปปรับใช้ในวงกว้าง
ท้ายที่สุด การบูรณาการมิติเชิงคุณภาพของความเป็นอยู่ที่ดี เช่นการรับรู้ถึงความเพียงพอของรายได้ ความมั่นคงทางการเงิน และความพึงพอใจต่อการดำรงชีพ จะช่วยเสริมการวัดเชิงปริมาณ แนวทางนี้จะช่วยให้สามารถประเมินรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพได้อย่างองค์รวม ที่สะท้อนทั้งความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคม
การขยายขอบเขตการวิเคราะห์ในแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้การวิจัยในอนาคตก้าวพ้นจากตัวชี้วัดรายได้แบบเรียบง่าย และช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ครอบคลุมมากขึ้นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนในการสร้างรายได้เพื่อการดำรงชีพ
ข้อเสนอแนะ
การแก้ไขช่องว่างด้านรายได้เพื่อการดำรงชีพในระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเป็นระบบทั้งในด้านการวิจัยและการกำหนดนโยบาย
ประการแรก งานศึกษาควรนำกรอบแนวคิดและเกณฑ์มาตรฐานรายได้เพื่อการดำรงชีพมาใช้ เพื่อประเมินผลลัพธ์ด้านรายได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการประเมินว่ารายรับของครัวเรือนเพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานหรือไม่ ตลอดจนการตรวจสอบความเสถียรและความยืดหยุ่นของรายได้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของรายได้เมื่อเวลาผ่านไป
ประการที่สอง ควรมีการดำเนินงานศึกษาวิจัยเชิงเปรียบเทียบ ที่ติดตามพลวัตของรายได้ในระบบการเกษตรและภูมิภาคที่แตกต่างกัน งานศึกษาดังกล่าวสามารถช่วยระบุเงื่อนไขและปัจจัยที่ทำให้ระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนสนับสนุนรายได้เพื่อการดำรงชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ประการที่สาม ควรให้ความสนใจมากขึ้นต่อการเข้าถึงตลาดและพลวัตของห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับรองมาตรฐานและการติดฉลากทางนิเวศวิทยา การทำความเข้าใจว่ากลไกเหล่านี้ส่งผลต่อรายได้อย่างไรจะช่วยกำหนดกลยุทธ์ในการยกระดับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจโดยไม่กระทบต่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม
ประการสุดท้าย ผู้กำหนดนโยบายควรสนับสนุนระบบการจัดเก็บข้อมูลและการติดตามตรวจสอบที่ช่วยให้สามารถประเมินข้อมูลรายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการบูรณาการตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและสังคมเข้ากับโครงการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เดิม
ที่สำคัญ ข้อเสนอแนะเหล่านี้ไม่ได้หมายความถึงความจำเป็นที่จะต้องทดแทนหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลน แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจและการเสริมสร้างมิติทางเศรษฐกิจของรูปแบบการผลิตที่มีศักยภาพสูงอยู่แล้วให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
บทสรุป
รูปแบบการแก้ปัญหาที่อิงธรรมชาติเป็นพื้นฐานโดยทั่วไป และระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนของเวียดนามโดยเฉพาะ แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างที่น่าสนใจของการบูรณาการความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและการสนับสนุนการดำรงชีพเข้าด้วยกันภายในระบบการผลิต รูปแบบที่ใช้ปัจจัยการผลิตต่ำผลประโยชน์ทางนิเวศวิทยาและความสามารถในการกระจายกิจกรรมการผลิต ทำให้ระบบนี้เป็นทางเลือกที่มีคุณค่าสำหรับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ชายฝั่ง
อย่างไรก็ตามแม้ว่ารูปแบบนี้จะสนับสนุนการดำรงชีพ แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนในบางประการเกี่ยวกับความสามารถในการสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนสามารถสร้างรายได้ได้จริง แต่แทบไม่มีการประเมินว่ารายได้ดังกล่าวมีความเพียงพอมีเสถียรภาพและมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับการดำรงชีวิตในมาตรฐานที่เหมาะสมได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวหรือไม่
การลดช่องว่างองค์ความรู้นี้จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงแนวทางการประเมินรายได้จากรูปแบบเดิม ไปสู่แนวทางที่มีความครอบคลุมและเป็นพหุมิติมากขึ้น โดยผนวกเกณฑ์ด้าน ความเพียงพอ ความมีเสถียรภาพ และ ความยืดหยุ่น เข้ากับการประเมินตัวชี้วัดด้านคุณภาพชีวิตในมิติที่กว้างขึ้น การวิจัยในอนาคตจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ระบบการเลี้ยงกุ้งร่วมกับป่าชายเลนไม่เพียงแต่มีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการดำรงชีพที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ในระยะยาวด้วยหรือไม่
