โดย ดร.กฤติมา กษมาวุฒิ และ ดร.ปราณีต งามเสน่ห์

ระบบนิเวศน้ำจืดเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการดำรงชีพของชุมชนชนบท โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ บ่อและอ่างเก็บน้ำ ดังนั้นทรัพยากรปลาพื้นถิ่นจึงมีคุณค่าทั้งในด้านนิเวศ เศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวชนิดพันธุ์ที่มีมูลค่าทางการค้าโดยอาศัยการจับจากธรรมชาติเป็นหลัก อาจเพิ่มแรงกดดันต่อประชากรปลาในธรรมชาติและส่งผลให้ปริมาณผลผลิตไม่แน่นอน และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่สม่ำเสมอ
ข้อสังเกตนี้ใช้ได้เป็นอย่างดีกับปลาซิวหางกรรไกร (Scissortail Rasbora; Rasbora trilineata) ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นของประเทศไทย รูปร่าง สีสัน และพฤติกรรมการอยู่รวมฝูงที่โดดเด่น ทำให้เป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นปลาสวยงามสำหรับตลาดทั้งในและต่างประเทศ จังหวัดสุรินทร์ของประเทศไทยเป็นพื้นที่หนึ่งที่พบชนิดพันธุ์นี้ตามธรรมชาติในแหล่งน้ำจืดหลายแห่ง และยังเป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของนักวิจัย Kasamawut (2024) ซึ่งศึกษาการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ ชีววิทยาการสืบพันธุ์ และการปรับตัวต่อระบบการเพาะเลี้ยงในสถานที่กักขัง
ประเด็นสำคัญในกรณีนี้มิใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนทรัพยากรปลาพื้นถิ่นให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจโดยไม่ทำลายฐานทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ การศึกษาของ Kasamawut แสดงให้เห็นว่าวงจรชีวิตของปลาซิวหางกรรไกรสามารถดำรงอยู่ได้ภายใต้ระบบเพาะเลี้ยงโดยไม่ต้องพึ่งพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของกระบวนการปรับให้เป็นสัตว์เลี้ยงตามที่ Kasamawut (2024) อธิบายไว้นี้ สอดคล้องกับระดับที่ 4 ตามกรอบการปรับให้เป็นสัตว์เลี้ยงของ Teletchea และ Fontaine (2014) ความก้าวหน้าดังกล่าวมีความสำคัญไม่เพียงแต่ต่อการผลิตเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยลดแรงกดดันจากการประมงต่อประชากรปลาในธรรมชาติ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจทางเลือกให้กับชุมชนท้องถิ่น
ด้วยเหตุนี้ บทความของเราจึงเสนอว่า ควรมองการทำให้ปลาพื้นถิ่นเป็นสัตว์เลี้ยงว่าเป็นกลไกเชื่อมโยงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากโดยชุมชน ผ่านการประยุกต์แนวคิดแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) ซึ่งเน้นการจัดการและการใช้ธรรมชาติอย่างยั่งยืนเพื่อรับมือกับความท้าทายของสังคม พร้อมๆกับการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนและความหลากหลายทางชีวภาพ (IUCN) ภายใต้กรอบนี้ การเพาะเลี้ยงปลาพื้นถิ่นจะถือเป็น NbS ได้ก็ต่อเมื่อช่วยลดการพึ่งพาประชากรในธรรมชาติ รักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และสร้างประโยชน์อย่างเป็นธรรมแก่ชุมชนท้องถิ่น
แนวทางนี้สอดคล้องกับกรอบการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: GBF) โดยเฉพาะประเด็นการลดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ การรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม การรับรองการใช้ประโยชน์จากชนิดพันธุ์อย่างยั่งยืน การส่งเสริมระบบเกษตรกรรมและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม ทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 8, 10 และ 12 กรณีปลาซิวหางกรรไกรจึงสามารถพัฒนาเป็นกรอบแนวคิด “การทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์และเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทางสังคม” (Domestication for Conservation and Socially Inclusive Economy) ซึ่งเชื่อมโยงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
ศักยภาพด้านชีววิทยา ตลาด และการทำให้เป็นสัตว์เลี้ยง
ปลาซิวหางกรรไกรมีลักษณะเด่นคือครีบหางเว้าลึกคล้ายกรรไกร มีลายสีดำบริเวณครีบหาง และมีสีเหลืองที่ช่วยเพิ่มความสวยงาม พฤติกรรมการว่ายรวมฝูงทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับตู้ไม้น้ำและตลาดปลาสวยงาม นอกจากนี้ ปลาชนิดนี้มีนิสัยค่อนข้างสงบ สามารถเลี้ยงร่วมกับปลาชนิดอื่นได้ และปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพน้ำได้หลากหลาย ลักษณะเหล่านี้เป็นพื้นฐานทางชีววิทยาที่สำคัญต่อศักยภาพทางการตลาด
ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในตลาดปลาสวยงามโลก กรมประมง (2022) รายงานว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลกในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกปลาสวยงาม มีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 7.38 และส่งออกปลามากกว่า 22 ล้านตัวต่อปี ดังนั้นปลาซิวหางกรรไกรจึงมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นชนิดพันธุ์พื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์และสามารถสร้างรายได้เสริมได้ อย่างไรก็ตามการพึ่งพาปลาที่จับจากธรรมชาติทำให้เกิดข้อจำกัดในการควบคุมปริมาณการผลิต คุณภาพผลิตภัณฑ์และความต่อเนื่องของอุปทาน การพัฒนาการผลิตในระบบเพาะเลี้ยงจึงมีความสำคัญต่อการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง การเอื้อให้ได้รับการรับรองคุณภาพและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตลอดจนการพัฒนาแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของจังหวัดสุรินทร์
กลไกหลักของการเปลี่ยนผ่านนี้คือการทำให้เป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งเปลี่ยนชนิดพันธุ์จาก “ทรัพยากรที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ” ให้เป็น “ทรัพยากรที่สามารถผลิตได้อย่างมีความรับผิดชอบ” เมื่อสามารถรักษาวงจรชีวิตทั้งหมดภายใต้สภาพการเลี้ยงในที่กักขังได้ โดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติมาเติมเรื่อย ๆ ก็จะสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดด้วยปลาที่ผลิตจากฟาร์มมากขึ้น แทนการเพิ่มการใช้ปลาจากประชากรในธรรมชาติ
งานวิจัยของ Kasamawut (2024) แสดงให้เห็นว่าสามารถผลิตปลาซิวหางกรรไกรได้ครบวงจรชีวิตภายในระบบเพาะเลี้ยง ซึ่งเป็นความก้าวหน้าสำคัญต่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตามไม่ควรมองการทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงเพียงในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นกระบวนการที่บูรณาการการผลิตเข้ากับการอนุรักษ์ การจัดการทางพันธุกรรม และการลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ
การทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบอิงธรรมชาติ
การเพาะเลี้ยงปลาพื้นถิ่นสามารถสนับสนุนการอนุรักษ์ได้ เมื่อการผลิตจากฟาร์มช่วยลดความต้องการปลาที่จับจากธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดจากการเพาะเลี้ยงอย่างรอบคอบ เช่น ปลาเลี้ยงหลุดรอด การผสมข้ามกับประชากรปลาในธรรมชาติ การสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมและการแพร่กระจายของโรค ดังนั้น การขยายการผลิตต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ การจัดการพันธุกรรม และการติดตามตรวจสอบประชากรปลาในธรรมชาติอย่างเหมาะสม
ในกรณีของปลาซิวหางกรรไกร กระบวนการทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงเริ่มจากการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งน้ำจืดหลายแห่งในจังหวัดสุรินทร์ วิธีการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรเริ่มต้นที่นำมาเพาะเลี้ยง ข้อมูลทางเซลล์พันธุศาสตร์ที่บ่งชี้จำนวนโครโมโซมเท่ากับ 2n = 50 (Donsakul 2005) พร้อมกับการจัดทำคาริโอไทป์ (Karyotype) ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการจัดการพันธุกรรมและการคัดเลือกพันธุ์ในอนาคต
ในบริบทของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบอิงรรมชาติ แนวปฏิบัติในการเพาะเลี้ยงควรสอดคล้องกับลักษณะทางชีววิทยาและความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติของชนิดพันธุ์ ด้วยเหตุนี้งานวิจัยของ Kasamawut จึงนำสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนพฤติกรรมการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติมาใช้ เช่น พืชน้ำ ซอกหลืบ วัสดุให้ที่หลบซ่อน และอาหารที่มีไรแดง (Moina macrocopa) รวมถึงวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น แนวปฏิบัติเหล่านี้สะท้อนการบูรณาการความรู้ทางชีววิทยา ทรัพยากรท้องถิ่น และเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงปลาพื้นถิ่นไม่ได้ถูกจัดประเภทเป็น NbS โดยอัตโนมัติ เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอิงธรรมชาติ ระบบการผลิตต้องแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในด้านการลดแรงกดดันต่อประชากรในธรรมชาติ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการสร้างผลประโยชน์ที่เป็นธรรมแก่ผู้คน อีกทั้งยังจำเป็นต้องมีการติดตามผลกระทบทางนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอิงธรรมชาติไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภายใต้กรอบที่ธรรมชาติและกระบวนการทางระบบนิเวศทำหน้าที่เป็นหลักการชี้นำ
การพัฒนาระบบพ่อแม่พันธุ์ในระบบปิด การบันทึกแหล่งที่มาของสายพันธุ์ การจัดทำทะเบียนสายพันธุ์ และการดำเนินระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์จนถึงผลิตภัณฑ์ปลายทาง ควรเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบการผลิต การอนุรักษ์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่แยกออกจากการพัฒนาธุรกิจ แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์จากการเพาะเลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบและเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์
เศรษฐกิจสังคมที่ครอบคลุม
การครอบคลุมทางสังคมควรถูกมองว่าเป็นผลลัพธ์หลักของการพัฒนา เกษตรกรรายย่อย เยาวชน ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรควรมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่เหมาะสม เช่นการผลิตอาหารมีชีวิต การจัดการอนุบาลปลา การคัดขนาด การบรรจุหีบห่อ การจัดการข้อมูล การตลาดดิจิทัลและการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ แนวทางนี้สอดคล้องกับ SDGs 8 และ 10 ซึ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม การจ้างงานที่มีคุณค่า และการลดความเหลื่อมล้ำ
การพัฒนาปลาซิวหางกรรไกรจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อผลประโยชน์ที่เกิดจากงานวิจัย และเทคโนโลยีสามารถเข้าถึงชุมชนท้องถิ่นได้จริง และไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในห้องปฏิบัติการ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ กิจกรรมที่ดำเนินการโดย Kasamawut (2024) ประกอบด้วยการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร การจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร การสนับสนุนให้ปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (Good Aquaculture Practices: GAqP) และการแจกจ่ายปลารุ่น F1 (ลูกปลารุ่นแรก) ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ กิจกรรมเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการสร้างระบบการผลิตแบบมีส่วนร่วม
ในบริบทของเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทางสังคม ความสำเร็จไม่ควรวัดจากมูลค่าการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า “ใครได้รับประโยชน์” และ “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด” ปลาซิวหางกรรไกรมีศักยภาพที่จะสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าที่ครอบคลุมพ่อแม่พันธุ์ การผลิตลูกปลา อาหารสัตว์น้ำ การเลี้ยงปลาให้ได้ขนาดจำหน่าย มาตรฐานฟาร์ม การขนส่ง การตลาดดิจิทัลและการส่งออก หากชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเหล่านี้ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็จะหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจท้องถิ่นและช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
ดังนั้น เป้าหมายสูงสุดควรเป็นการบูรณาการการสร้างรายได้เข้ากับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และมองชนิดพันธุ์พื้นถิ่นเป็นทุนชีวภาพของท้องถิ่น แทนที่จะมุ่งเพิ่มจำนวนฟาร์มหรือปริมาณผลผลิตรวมเพียงอย่างเดียว
ความเชื่อมโยงกับกรอบการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพโลก Kunming-Montreal และ SDGs
การพัฒนาปลาซิวหางกรรไกรสามารถเชื่อมโยงกับเป้าหมายหลายข้อ ของกรอบการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (GBF) โดยเป้าหมายที่ 4 เน้นการลดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม เป้าหมายที่ 5 มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ การเก็บเกี่ยว และการค้าชนิดพันธุ์อย่างยั่งยืนและปลอดภัย เป้าหมายที่ 9 ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากชนิดพันธุ์ป่าอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ขณะที่เป้าหมายที่ 10 เน้นการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
ในบริบทนี้ การทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงช่วยลดแรงกดดันต่อประชากรในธรรมชาติ ขณะที่การจัดการทางพันธุกรรมสนับสนุนการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม ระบบการผลิตที่ไม่พึ่งพาการจับจากธรรมชาติสอดคล้องกับหลักการใช้ประโยชน์จากชนิดพันธุ์อย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและการแบ่งปันผลประโยชน์เชื่อมโยงกับหลักการที่สะท้อนอยู่ในเป้าหมายที่ 13 และ 14
สำหรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แนวทางนี้สนับสนุน SDG 8 ผ่านการสร้างงานและการเป็นผู้ประกอบการ; สนับสนุน SDG 10 ผ่านการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม สนับสนุน SDG 12 ผ่านการผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และสนับสนุน SDG 15 ผ่านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศน้ำจืด นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมโยง SDG 14 ในระดับแนวคิดผ่านหลักการใช้ทรัพยากรทางน้ำอย่างยั่งยืน แม้ว่าเป้าหมายดังกล่าวจะมุ่งเน้นระบบนิเวศทางทะเลเป็นหลัก
กรณีปลาซิวหางกรรไกรจึงแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์และสังคมสามารถได้รับการออกแบบให้สนับสนุนซึ่งกันและกันได้ หากมีกลไกการกำกับดูแลที่เหมาะสม
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและกรอบการพัฒนา ปี 2026-2031
การต่อยอดจากงานวิจัยไปสู่การพัฒนาเชิงพื้นที่ควรก้าวข้ามแนวคิด “โครงการเพาะเลี้ยงปลา” ไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจปลาพื้นถิ่น” โดยเสนอแนวทางเชิงนโยบายสำคัญดังต่อไปนี้
ประการแรก ควรส่งเสริมการปรับชนิดพันธุ์สัตว์น้ำพื้นถิ่นที่มีศักยภาพให้เป็นสัตว์เลี้ยง โดยสนับสนุนการศึกษาชีววิทยา การเพาะพันธุ์ การจัดการพันธุกรรม โภชนาการ สุขภาพสัตว์น้ำ และการตลาด
ประการที่สอง ควรพัฒนามาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดพันธุ์พื้นถิ่นให้ครอบคลุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัยทางชีวภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ มาตรฐานดังกล่าวจะช่วยแยกความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์จากการเพาะเลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบกับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการจับในธรรมชาติ
ประการที่สาม ควรจัดทำฐานข้อมูลพันธุกรรมและประชากรปลาในธรรมชาติควบคู่กับฐานข้อมูลการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าการเพิ่มผลผลิตจากฟาร์มดำเนินไปพร้อมกับการอนุรักษ์ประชากรตามธรรมชาติ ไม่ใช่ถูกมองว่าเป็นสิ่งทดแทนการอนุรักษ์
ประการที่สี่ ควรส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตและเครือข่ายเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ลดต้นทุนการผลิต กำหนดมาตรฐานร่วมกัน และปรับปรุงการเข้าถึงตลาด
ประการที่ห้า ควรสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยสามารถสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชุมชนเป็นฐานการผลิตและเป็นแหล่งความรู้ท้องถิ่น ภาคเอกชนสนับสนุนตลาดและห่วงโซ่อุปทาน ส่วนหน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน กฎระเบียบ และกลไกทางการเงิน
การดำเนินงานตามกรอบการพัฒนา ปี 2026-2031
การดำเนินงานประกอบด้วย 3 ระยะเชิงยุทธศาสตร์ ดังนี้
ระยะที่ 1 (2026-2027) ควรจัดการเรื่องความมั่นคงด้านพันธุกรรมและพันธุ์ปลา โดยพัฒนาศูนย์ผลิตพันธุ์ปลา ระบบพ่อแม่พันธุ์ในระบบปิด และฐานข้อมูลทรัพยากรพันธุกรรมกับประชากรปลาในธรรมชาติ
ระยะที่ 2 (2028-2029) ควรมุ่งเน้นการขยายเชิงพาณิชย์ รวมถึงการพัฒนามาตรฐานการผลิต ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และแบรนด์ “ปลาซิวหางกรรไกรสุรินทร์” ควบคู่กับการใช้การตลาดดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ระยะที่ 3 (2030-2031) ควรมุ่งสู่การผลิตแบบแม่นยำ ด้วยการประยุกต์ใช้เซนเซอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อจัดการคุณภาพน้ำ การให้อาหาร สุขภาพปลา และการวิเคราะห์ข้อมูล
ความสำเร็จของกลยุทธ์นี้ไม่ควรประเมินจากจำนวนปลาที่ผลิตได้หรือมูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินโดยบูรณาการตัวชี้วัดด้านสถานะประชากรในธรรมชาติ ความหลากหลายทางพันธุกรรมคุณภาพสิ่งแวดล้อม รายได้ของเกษตรกร การมีส่วนร่วมของกลุ่มทางสังคมต่างๆและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่คงอยู่ในชุมชนท้องถิ่น
ข้อจำกัดและประเด็นสำหรับการวิจัยต่อไป
แม้การทำให้ปลาซิวหางกรรไกรเป็นสัตว์เลี้ยงจะมีศักยภาพสูง แต่ความสำเร็จของการทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงในระดับฟาร์มไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ด้านการอนุรักษ์ในระดับระบบนิเวศโดยอัตโนมัติ งานวิจัยในอนาคตจึงควรประเมินว่าการเพิ่มสัดส่วนปลาที่ผลิตจากฟาร์มช่วยลดแรงกดดันจากการจับปลาต่อประชากรธรรมชาติได้จริงเพียงใด และควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของประชากรปลาในธรรมชาติในระยะยาว
การศึกษาเพิ่มเติมควรตรวจสอบความหลากหลายทางพันธุกรรม ระหว่างประชากรที่มาจากแหล่งน้ำจืดต่างกัน ความเสี่ยงจากปลาหลุดรอด การแพร่กระจายของโรค และผลของการคัดเลือกพันธุ์ต่อความสามารถในการปรับตัว หากมีการพัฒนาสายพันธุ์เพื่อเพิ่มสีสันหรือคุณลักษณะอื่นที่ตลาดต้องการ จำเป็นต้องมีกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรม
จากมุมมองทางสังคม ควรประเมินการกระจายผลประโยชน์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยใช้ตัวชี้วัด เช่น สัดส่วนรายได้ที่คงอยู่ในชุมชน จำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วม การมีส่วนร่วมของผู้หญิงและเยาวชนตลอดจนการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุนและตลาด ตัวชี้วัดเหล่านี้จะเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาว่าระบบสามารถพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสีน้ำเงินแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Blue Economy) ได้อย่างแท้จริงหรือไม่
บทสรุป
กรณีปลาซิวหางกรรไกร (Rasbora trilineata) ในจังหวัดสุรินทร์แสดงให้เห็นแนวทางที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน จุดเปลี่ยนที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่การเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ในสถานที่ปิดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อปลาพื้นถิ่นจากทรัพยากรที่ต้องพึ่งพาการจับในธรรมชาติให้กลายเป็น “ทรัพยากรเศรษฐกิจชีวภาพ” ที่สามารถสร้างมูลค่าพร้อมกับลดแรงกดดันต่อประชากรในธรรมชาติ
ในฐานะที่เป็นวิธีแก้ปัญหาโดยอาศัยอิงธรรมชาติเป็นฐาน (NbS) คุณค่าของแนวทางนี้อยู่ที่การออกแบบระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับลักษณะทางชีวภาพของชนิดพันธุ์ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและความรู้ท้องถิ่น และการสร้างผลประโยชน์ให้แก่ทั้งผู้คนและระบบนิเวศ อย่างไรก็ตาม การจัดให้ระบบดังกล่าวเป็น NbS ที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ ประเด็นสำคัญ 3 ประการนี้จึงควรเป็นลำดับความสำคัญหลักสำหรับการวิจัยในอนาคต
จากมุมมองเศรษฐกิจสังคม คุณค่าที่แท้จริงของปลาชนิดนี้ไม่ได้อยู่เพียงราคาของปลาแต่ละตัว หากแต่เกิดจากห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ชุมชน ตลาดและการอนุรักษ์ หากเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนเข้าถึงพ่อแม่พันธุ์ ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน มาตรฐานและตลาดอย่างเป็นธรรม การพัฒนาปลาซิวหางกรรไกรก็มีศักยภาพในการสร้าง “เศรษฐกิจ-สังคมที่ครอบคลุม” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ GBF และ SDGs
บทเรียนสำคัญที่สุดจากงานวิจัยของ Kasamawut ในจังหวัดสุรินทร์ จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาปลาซิวหางกรรไกรให้เป็นสินค้าส่งออก แต่เป็นการเปลี่ยนสิ่งที่ควรได้รับการอนุรักษ์ในฐานะ “สิ่งที่มีตามธรรมชาติ” ให้เป็น “ทุนธรรมชาติ” ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยมีเงื่อนไขว่าการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต้องไม่ไปทำลายฐานทรัพยากรทางนิเวศ และผลประโยชน์จะต้องถูกแบ่งปันอย่างเป็นธรรม
แนวคิด “การปรับให้เป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์และเศรษฐกิจสังคมที่ครอบคลุม” จึงสามารถพัฒนาเป็นกรอบแนวทางสำหรับสัตว์น้ำพื้นเมืองชนิดอื่น ๆ ในประเทศไทยและลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ที่มีลักษณะโดดเด่นและมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการถูกนำมาใช้ประโยชน์หรือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ หากงานวิจัย การอนุรักษ์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การมีส่วนร่วมของชุมชน และนโยบายสาธารณะสามารถดำเนินการเป็นระบบบูรณาการได้ ปลาพื้นถิ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติที่ลดจำนวนลง ก็อาจกลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนทั้งการอนุรักษ์ธรรมชาติ และความมั่งคั่งของชุมชนไปพร้อมๆกันได้
