โดย Dr. Phan Thanh Thanh, Dr. Narith Por, and Kry Solany

จังหวัดสตึงเตรง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา ณ จุดบรรจบของแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาขาสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเซซาน (Sesan) แม่น้ำสเรปก (Srepok) และแม่น้ำเซกอง (Sekong) เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทางนิเวศวิทยา เศรษฐกิจและวัฒนธรรมภายในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง จังหวัดนี้มีความโดดเด่นด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศน้ำจืด ป่าบุ่งป่าทาม พื้นที่ชุ่มน้ำและระบบนิเวศลำน้ำซึ่งเป็นแหล่ง รองรับวิถีชีวิตของครัวเรือนในชนบทหลายพันครัวเรือน ตลอดหลายชั่วอายุคน ชุมชนในจังหวัดสตึงเตรงพึ่งพาการประมง การเกษตรตามฤดูกาลและระบบน้ำธรรมชาติเพื่อความมั่นคงทางอาหาร การคมนาคมและการอุปโภคบริโภคภายในครัวเรือน อย่างไรก็ตามความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของโครงการพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและความไม่มั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทั้งด้านนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจสังคมของจังหวัดแห่งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง (Hirsch 2016; Green 2020)
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ลุ่มน้ำโขงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาอย่างมาก อันเป็นผลจากการพัฒนาเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ การไหลของแม่น้ำที่ผิดไปจากธรรมชาติ การตัดไม้ทำลายป่า การลดลงของประชากรปลาและรูปแบบปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลงไป งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าเขื่อนที่ก่อสร้างตลอดลุ่มน้ำโขงได้ขัดขวางเส้นทางการอพยพของปลา เปลี่ยนแปลงการลำเลียงตะกอนและลดทอนบริการของระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในชนบท (Dugan 2010; Grumbine 2011) ในประเทศกัมพูชา การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดสตึงเตรง ซึ่งประชาชนยังคงพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างมาก และมีศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างจำกัด
ภายใต้บริบทดังกล่าว ชุมชนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคประชาสังคมในจังหวัดสตึงเตรง ได้หันมาประยุกต์ใช้แนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) มากขึ้น ในฐานะกรอบแนวคิดทางเลือกสำหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามคำนิยามขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) (IUCN 2020) แนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ หมายถึงการดำเนินการที่ปกป้อง จัดการอย่างยั่งยืนและฟื้นฟูระบบนิเวศ ควบคู่ไปกับการตอบสนองต่อความท้าทายทางสังคมและสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ไปพร้อมกัน แทนที่จะให้ความสำคัญกับรูปแบบการพัฒนาที่เน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มข้น หรือพึ่งพาเทคโนโลยีเป็นหลัก แนวทาง NbS ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การส่งเสริมวิถีชีวิตที่ยั่งยืน และการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม
ในจังหวัดสตึงเตรง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินงานตามแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ โดยการบูรณาการการเพาะเลี้ยงปลา มาตรการอนุรักษ์ การฟื้นฟูระบบนิเวศและแนวทางการเกษตรที่สามารถปรับตัวได้ เข้ากับจังหวะการเปลี่ยนแปลงของระบบอุทกวิทยาตามธรรมชาติของลุ่มน้ำโขง ชุมชนต่างๆ พยายามเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งรักษาความยั่งยืนของระบบนิเวศในระยะยาว สิ่งสำคัญคือความริเริ่มเหล่านี้ยังบูรณาการประเด็นด้านความเท่าเทียมทางเพศ ภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองและการมีส่วนร่วมทางสังคม โดยตระหนักดีว่าความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศนั้นส่งผลกระทบต่อกลุ่มสังคมต่างๆ ในรูปแบบที่แตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน
บทความนี้มุ่งศึกษาการดำเนินงานตามแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติในจังหวัดสตึงเตรง โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การประมงชุมชน ความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกำกับดูแลที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน เนื้อหาของบทความอาศัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ที่ดำเนินการในปี 2025 กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ชนพื้นเมือง ผู้หญิง ผู้พิการและกลุ่มชายขอบหรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ตอบสนองต่อความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมผ่านยุทธศาสตร์การปรับตัวที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนอย่างไร
ความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงของมนุษย์
ความไม่มั่นคงด้านทรัพยากรน้ำและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ
จังหวัดสตึงเตรงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุทกภัย ภัยแล้ง รูปแบบน้ำฝนตกที่แปรปรวนและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ความไม่มั่นคงด้านทรัพยากรน้ำได้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ระบบอาหารและเสถียรภาพทางสังคมของประชาชนทั่วทั้งจังหวัด ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจากการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำในพื้นที่ต้นน้ำและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ซึ่งร่วมกันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการไหลตามธรรมชาติของแม่น้ำและลดทอนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน้ำในลุ่มน้ำโขง (MRC 2025)
ความไม่มั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในจังหวัดสตึงเตรงเป็นปัญหาที่มีหลายมิติ โดยส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจครัวเรือน ผลผลิตทางการเกษตรและความสมานฉันท์ในสังคม เจ้าหน้าที่ระดับตำบลในพื้นที่รายหนึ่งได้ชี้ให้เห็นว่าความตึงเครียดด้านสิ่งแวดล้อมสามารถทำให้ความตึงเครียดทางสังคมทวีความรุนแรงขึ้นและบั่นทอนความสัมพันธ์ในชุมชน โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภัยแล้งและการขาดแคลนทรัพยากร โดยกล่าวว่า “ความไม่มั่นคงด้านทรัพยากรน้ำส่งผลกระทบต่อความสามัคคีของชุมชน ก่อให้เกิดการแข่งขันในการใช้น้ำเพื่อการเกษตรและการดำรงชีพ นำไปสู่ความขัดแย้งในการใช้น้ำในชีวิตประจำวันและสร้างความไม่ไว้วางใจระหว่างสมาชิกในชุมชน”
ผลกระทบทางด้านนิเวศจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมดังกล่าว มีความรุนแรงเป็นพิเศษต่อชุมชนที่พึ่งพาการประมงและการดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ ลุ่มน้ำโขงถือเป็นหนึ่งในระบบประมงน้ำจืดที่มีผลผลิตสูงที่สุดของโลก แต่การเปลี่ยนแปลงของระบบอุทกวิทยา และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศกำลังคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์น้ำและเส้นทางการอพยพของปลา (Dugan 2010) ชุมชนต่างๆในจังหวัดสตึงเตรงยังสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลอย่างชัดเจน โดยระบุว่า “เดิมทีฝนจะเริ่มตกในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม แต่ปัจจุบันมักจะเริ่มในช่วงกลางเดือนมิถุนายนหรือบางครั้งก็ตกอย่างไม่แน่นอนในช่วงฤดูแล้งรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ปฏิทินการเพาะปลูกทางการเกษตรคลาดเคลื่อน การระบาดของศัตรูพืชเพิ่มขึ้นและผลผลิตทางการเกษตรลดลง นอกจากนี้ ระดับน้ำใต้ดินยังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่อน้ำที่เคยมีน้ำใช้ตลอดทั้งปีปัจจุบันจะแห้งขอดหลังจากใช้งานได้ประมาณแปดเดือน”
เหล่านักวิชาการต่างเริ่มให้ความเห็นตรงกันมากขึ้นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความไม่มั่นคงด้าน ทรัพยากรน้ำไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นด้านความเป็นธรรมทางสังคม ความเหลื่อมล้ำและธรรมาภิบาลอีกด้วย (Sultana 2021) การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบอย่างไม่ได้สัดส่วนต่อประชากรที่มีทรัพยากรทางเศรษฐกิจจำกัด เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำกัดและมีส่วนร่วมในการเป็นตัวแทนทางการเมืองที่น้อยกว่า ในจังหวัดสตึงเตรง กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้หญิง ชนเผ่าพื้นเมือง คนพิการและผู้สูงอายุ เผชิญกับความเสี่ยงที่สูงกว่า เนื่องจากการดำรงชีวิตของพวกเขาพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็มีศักยภาพในการปรับตัวค่อนข้างจำกัด ชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในสตึงเตรงรายงานว่าปริมาณปลาลดลง การเจริญเติบโตของสาหร่ายและตะไคร่น้ำในแม่น้ำเพิ่มขึ้นและคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม โดยกล่าวว่า “ระดับน้ำในแม่น้ำที่ไม่แน่นอนและการเติบโตที่เพิ่มขึ้นของตะไคร่น้ำในแม่น้ำ ทำให้ปริมาณปลาที่ครัวเรือนของผมจับได้ลดลงอย่างมาก เนื่องจากครอบครัวเราพึ่งพาการทำประมงเป็นหลักทั้งเพื่อเป็นอาหารและรายได้ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมจึงสร้างความยากลำบากอย่างสาหัส เพื่อจุนเจือครอบครัวภรรยาของผมจึงจำเป็นต้องเดินทางออกไปทำงานนอกพื้นที่ในฐานะแรงงานรับจ้าง”
ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจต่อประชากรกลุ่มเปราะบาง
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกันในแต่ละชุมชน ครัวเรือนยากจน ครัวเรือนที่มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าครัวเรือน ผู้สูงอายุ และคนพิการต้องเผชิญกับความเปราะบางในระดับที่ไม่เท่าเทียมกัน เนื่องจากต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจที่ซ้อนทับกันหลายมิติ ดังตัวอย่างคำบอกเล่าของชาวบ้านว่า “ภัยแล้งที่รุนแรงในปี 2024 ทำให้พืชถั่วลิสงของผมเสียหายทั้งหมด และส่งผลให้ครอบครัวซึ่งมีสมาชิกสี่คนประสบปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร ในช่วงภัยแล้ง หญิงหม้าย เด็ก และผู้สูงอายุ ประสบกับภาวะอ่อนเพลีย เจ็บป่วย และสุขภาพทรุดโทรม”
ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนรูปแบบที่ปรากฏในงานวิจัยด้านความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศในวงกว้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประชากรกลุ่มเปราะบางมักเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุดจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม ในขณะที่มีทรัพยากรสำหรับการปรับตัวน้อยที่สุด (Sultana 2021) ดังนั้นความเปราะบางที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศจึงมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับความยากจน ความไม่เสมอภาคทางเพศ ความพิการ และการถูกกีดกันทางสังคม
ครัวเรือนที่มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าครัวเรือนถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษในจังหวัดสตึงเตรง เนื่องจากผู้หญิงมักต้องรับผิดชอบหลายบทบาทพร้อมกัน นอกจากการดูแลสมาชิกในครอบครัวและงานบ้านแล้ว ผู้หญิงยังมีบทบาทสำคัญในการผลิตทางการเกษตร การจัดหาน้ำ และการสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน ในช่วงเวลาที่เกิดภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ภาระเหล่านี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากผู้หญิงจึงต้องรับผิดชอบทั้งงานดูแลครอบครัวการประกอบอาชีพ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกัน ดังที่ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า “กลุ่มผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้หญิงยากจนที่เป็นหัวหน้าครัวเรือน เพราะพวกเธอมีภาระมากมาย เช่น ต้องหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว และหากเกิดการขาดแคลนน้ำพวกเธอจะต้องเสียเวลาอย่างมากในการไปหาน้ำ เนื่องจากน้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน”
งานวิจัยแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องว่า ความไม่เสมอภาคทางเพศเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดรูปแบบความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ผู้หญิงมักมีโอกาสเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทรัพยากรทางการเงิน การศึกษาและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายน้อยกว่า ทั้งที่พวกเธอมีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการอยู่รอดของครัวเรือน (Agarwal 2018) ในชนบทของประเทศกัมพูชา ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างเหล่านี้ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัว และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะเดียวกัน ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในจังหวัดสตึงเตรง เช่น ชนเผ่ากุย (Kuy) และชนเผ่าเครืองหรือชาวเครือง (Kreung people) ก็เผชิญกับความเปราะบางในระดับสูงเช่นกัน อันเนื่องมาจากความไม่มั่นคงด้านสิทธิในที่ดิน การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและการถูกกีดกันจากกระบวนการบริหารจัดการภาครัฐอย่างเป็นทางการ วิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับแม่น้ำ ป่าไม้ ทรัพยากรประมงและระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ซึ่งทำให้ความเสื่อมโทรมทางนิเวศวิทยาส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษทั้งต่อการอยู่รอดทางเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพวกเขาอีกด้วย
แนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติในทางปฏิบัติ
เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีความสามารถในการปรับและฟื้นตัว
เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นและความไม่มั่นคงของระบบนิเวศ ชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดสตึงเตรงได้ได้นำแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (NbS) มาใช้หลายรูปแบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการปรับตัว เนื่องจากช่วยให้ครัวเรือนสามารถกระจายแหล่งรายได้และการดำรงชีพ พร้อมทั้งลดแรงกดดันต่อทรัพยากรประมงธรรมชาติที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
กรมวิชาการเกษตรป่าไม้และการประมง ได้นำนวัตกรรมและเทคนิคใหม่ๆมาใช้ เช่นการเลี้ยงปลาในภาชนะพลาสติกและระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเคลื่อนย้ายได้ วิธีการเหล่านี้ช่วยให้ครัวเรือนสามารถผลิตปลาต่อไปได้แม้ในช่วงที่บ่อน้ำแห้งขอดหรือสภาพแม่น้ำไม่มีเสถียรภาพ ระบบเพาะเลี้ยงแบบเคลื่อนย้ายได้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับครัวเรือนยากจนที่มีพื้นที่จำกัด เนื่องจากต้องการปริมาณน้ำและโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างน้อย
ระบบการทำนาข้าวกับการเลี้ยงปลาแบบผสมผสานก็เป็นอีกแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ยั่งยืนซึ่งได้รับการส่งเสริมเช่นกัน ระบบดังกล่าวผสมผสานการเพาะเลี้ยงปลาเข้ากับการผลิตข้าวในความสัมพันธ์เชิงนิเวศที่เกื้อกูลกัน ปลาช่วยควบคุมศัตรูพืชและปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน ในขณะที่นาข้าวเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ แนวทางดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง พร้อมทั้งเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน (Halwart 2004; FAO 2018; IUCN 2020)
มาตรฐานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ IUCN เน้นย้ำว่าแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิง ธรรมชาติควรสนับสนุนทั้งความยั่งยืนทางนิเวศและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ไปพร้อมกัน ในสตึงเตรงระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสานถือเป็นตัวอย่างเชิงปฏิบัติของหลักการนี้ เนื่องจากช่วยเสริมสร้างการดำรงชีพควบคู่ไปกับการปกป้องระบบนิเวศทางน้ำ
ชุมชนและองค์กรพัฒนาเอกชนท้องถิ่น เช่น องค์กร My Village Cambodia (MVi) ได้สร้างแหล่งที่อยู่อาศัยเทียมสำหรับปลา โดยใช้ทุ่นลอยน้ำและโครงสร้างพรรณไม้น้ำ ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการผสมพันธุ์และวางไข่ของปลาในหมู่บ้านซัมกวย (Samkhouy) และหมู่บ้านนางชุม (Nhangshum) จังหวัดสตึงเตรง ความริเริ่มด้านการอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่นเหล่านี้มุ่งฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในน้ำและรักษาผลิตภาพของการประมง แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป (Dugan 2010; IUCN 2020; MRC 2025)
ที่สำคัญ ความริเริ่มด้าน NbS จำนวนมากเหล่านี้ต่อยอดจากภูมิปัญญาทางนิเวศดั้งเดิมและแนวปฏิบัติการปรับตัวในระดับท้องถิ่นที่พัฒนาขึ้นมาหลายชั่วอายุคน แทนที่จะทดแทนภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองด้วยการแทรกแซงทางเทคโนโลยีสมัยใหม่เพียงอย่างเดียว โครงการที่ประสบความสำเร็จในสตึงเตรงมักผสมผสานความเชี่ยวชาญในระดับท้องถิ่นเข้ากับเทคนิคการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศสมัยใหม่ (IUCN 2020; UN Women 2020; Hensengerth 2024)
การประมงชุมชนและการอนุรักษ์
การบริหารจัดการประมงโดยชุมชน (Community-based Fisheries Management) เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินงานตามแนวทางNbS ในจังหวัดสตึงเตรงโดยกฎหมายว่าด้วยการประมงของกัมพูชา (Fishery Law 2017) และประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Environmental and Natural Resources Code 2023) ได้ให้กรอบทางกฎหมายที่รองรับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการประมงและกิจกรรมด้านการอนุรักษ์
ทั่วทั้งจังหวัด กลุ่มประมงชุมชน (Community Fisheries: CFis) ทำหน้าที่ในการติดตามสถานการณ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย คุ้มครองแหล่งวางไข่ของปลาและส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน โครงสร้างการบริหารจัดการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความรับผิดชอบของคนในท้องถิ่นต่อการดูแลรักษาระบบนิเวศน้ำ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่น
ตัวอย่างเช่น ในตำบลเกาะสเนง (Koh Snaeng Commune) ชุมชนประมงซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2006 มุ่งเน้นการอนุรักษ์พื้นที่ผสมพันธุ์วางไข่ของปลา ผ่านการประชาสัมพันธ์ฤดูกาลทำประมง และการประสานงานอย่างสม่ำเสมอกับสภาตำบล สมาชิกของประมงชุมชนร่วมกันออกลาดตระเวนและติดตามกิจกรรมการประมง เพื่อป้องกันการทำประมงผิดกฎหมายซึ่งคุกคามความยั่งยืนของทรัพยากรประมง
งานวิจัยทั่วทั้งภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้แสดงให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนสามารถยกระดับประสิทธิภาพของการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ (Hensengerth 2024) ชุมชนท้องถิ่นมักมีองค์ความรู้เชิงนิเวศที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการประมง การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำตามฤดูกาลและแนวทางการจัดการทรัพยากร ดังนั้นการบริหารจัดการโดยชุมชนจึงช่วยเสริมสร้างความรับผิดชอบร่วม การดำเนินงานร่วมกันของชุมชน และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การประมงชุมชนยังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เช่น เงินทุนที่จำกัด การสนับสนุนทางเทคนิคที่ไม่เพียงพอ การทำประมงผิดกฎหมายและแรงกดดันจากการพัฒนาภายนอก โครงการริเริ่มด้านการอนุรักษ์จำนวนมากยังคงต้องพึ่งพาเงินทุนโครงการระยะสั้น มากกว่าการลงทุนระยะยาวที่มีเสถียรภาพ
เกษตรกรรมเชิงปรับตัวและการปลูกป่าฟื้นฟู
แนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (NbS) ในสตึงเตรงยังครอบคลุมถึงเกษตรกรรมเชิงปรับตัวและความริเริ่มด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งมุ่งเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวจากน้ำท่วม ภัยแล้งและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม
การฟื้นฟูระบบนิเวศได้รับการยอมรับมากขึ้นในระดับนานาชาติว่าเป็นยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากระบบนิเวศที่สมบูรณ์ให้การป้องกันตามธรรมชาติจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม (IUCN 2020) ในบริบทของลุ่มน้ำโขง การฟื้นฟูป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำยังส่งผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของการประมงและวิถีชีวิตของประชาชนในชนบท หน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ได้ส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ พันธุ์พืชที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ และแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ประหยัดน้ำ ชาวบ้านบางส่วนในหมู่บ้านซัมกวย (Samkhouy) ได้นำระบบปลูกพืชบนแปลงยกสูง มาใช้เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม ขณะที่เกษตรกรบางส่วนในหมู่บ้านซัมกวย เกาะสเนง (Koh Snaeng) และตุนซอง (Tunsorng) ได้นำ ระบบน้ำหยดมาใช้เพื่อประหยัดน้ำในช่วงที่เกิดภัยแล้ง ดังคำกล่าวของผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่งระบุว่า “สำนักงานสิ่งแวดล้อมจังหวัดสตึงเตรงมีเป้าหมายปลูกต้นไม้ประมาณ 100,000 ต้นต่อปี เพื่อฟื้นฟูป่าบุ่งป่าทามและลดการกัดเซาะตลิ่งแม่น้ำ ป่าบุ่งป่าทามเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในลุ่มน้ำโขงเพราะเป็นแหล่งผสมพันธุ์วางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำ ช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำรักษาเสถียรภาพของตลิ่งและสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ”
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการระดมทุนเพื่อการอนุรักษ์
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนได้กลายเป็นอีกองค์ประกอบเชิงนวัตกรรมของแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติในสตึงเตรง โครงการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชน (Community-based Ecotourism: CBET) สามารถสร้างรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมของจังหวัด โดยมีผู้ให้ข้อมูลระบุว่า “กำไรส่วนหนึ่งจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศจะถูกนำกลับมาลงทุนในกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การอนุรักษ์ป่าไม้ การบริหารจัดการทรัพยากรประมง และการฟื้นฟูระบบนิเวศ”
นอกจากนี้ผู้หญิงยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารงานบริการนักท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการด้านการเงินของคณะกรรมการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนช่วยเสริมสร้างความเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติของคนในท้องถิ่น โดยสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจโดยตรงให้กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อชุมชนได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านก็จะมีแรงจูงใจมากขึ้นในการปกป้องป่าไม้ แม่น้ำและทรัพยากรประมงจากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ CBET ได้กำหนดกฎระเบียบไว้ว่าร้อยละ 5 ของรายได้จะต้องถูกจัดสรรไว้เพื่อการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ และอีกร้อยละ 5 สำหรับการอนุรักษ์ป่าไม้
ความเท่าเทียมทางเพศและการมีส่วนร่วมทางสังคม
หนึ่งในลักษณะเด่นของแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติในสตึงเตรง คือการให้ความสำคัญอย่างชัดเจนต่อความเท่าเทียมทางเพศและการมีส่วนร่วมทางสังคม (Gender Equality and Social Inclusion: GESI) ความริเริ่มในการปรับตัวระดับท้องถิ่นตระหนักมากขึ้นถึงความสำคัญของการรวมผู้หญิง ชนพื้นเมือง ผู้พิการ ผู้สูงอายุและกลุ่มชายขอบหรือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ผู้หญิงในฐานะผู้จัดการทรัพยากรและผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง
ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการจัดการน้ำภายในครัวเรือน การผลิตทางการเกษตร การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการแก้ไขความขัดแย้งภายในชุมชน แม้ว่าการมีส่วนร่วมของผู้หญิงจะปรากฏชัดเจนในระดับไม่เป็นทางการมากกว่าในโครงสร้างผู้นำที่เป็นทางการ แต่บทบาทของพวกเธอในการบริหารจัดการท้องถิ่นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเจรจา ความร่วมมือและการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติในช่วงที่เกิดความตึงเครียดด้านสิ่งแวดล้อม ดังที่ผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่งกล่าวว่า “ผู้หญิงที่เป็นสมาชิกสภาตำบลมักทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เช่น กรณีการแย่งน้ำเข้านาข้าว หรือการยึดบ่อน้ำสาธารณะไปใช้เป็นของส่วนตัว โดยใช้วิธีการพูดคุยอย่างนุ่มนวลและเข้าอกเข้าใจเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้”
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคเชิงโครงสร้างยังคงจำกัดโอกาสของผู้หญิงในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำอย่างเป็นทางการ ผู้หญิงจำนวนมากมีข้อจำกัดด้านเวลา เนื่องจากต้องรับผิดชอบงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน การดูแลสมาชิกในครอบครัวและการทำงานด้านการเกษตร อีกทั้งค่านิยมทางเพศแบบดั้งเดิมและข้อจำกัดด้านทรัพยากรทางการเงินก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกระบวนการตัดสินใจด้วยเช่นกัน โดยมีผู้ให้ข้อมูลระบุว่า “การที่ผู้หญิงจะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น พวกเธอจะต้องได้รับการตัดสินใจและการสนับสนุนจากครอบครัว… [พวกเธอจำเป็นต้อง] มีความรู้ ทักษะ และความเต็มใจที่จะทำเช่นนั้น”
ข้อค้นพบเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยในวงกว้างที่เน้นย้ำว่า การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่เพียงต้องการการเป็นตัวแทนเท่านั้น แต่ยังต้องการการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง การเสริมสร้างศักยภาพและการปฏิรูปเชิงสถาบันด้วย (Agarwal 2018)
ผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองกับความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ
แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำและการถูกกีดกันในหลายมิติ แต่ผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองในจังหวัดสตึงเตรงได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและนวัตกรรมอันโดดเด่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนยกตัวอย่างความสำเร็จของผู้หญิงที่ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตและการดำรงชีพไปสู่แนวทางที่ยั่งยืน ดังนี้ “ฉันได้นำวิธีการปลูกผักอินทรีย์โดยใช้โรงเรือนคลุมป้องกันและระบบน้ำหยดมาใช้ ด้วยวิธีเหล่านี้ ฉันสามารถสร้างรายได้ได้ประมาณ 300,000 ถึง 400,000 เรียลกัมพูชา (75 ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อการเก็บเกี่ยวหนึ่งรอบ ทำให้ฉันสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น”
ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากลุ่มประชากรชายขอบ มิใช่เป็นเพียงเหยื่อที่จำนนต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ขับเคลื่อนการปรับตัวและผู้สร้างความสามารถในการฟื้นตัวที่สำคัญอีกด้วย ดังนั้นการสนับสนุนระบบภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์และความเป็นผู้นำของผู้หญิงจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศที่ยั่งยืน
บทสรุป
การเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติ (NbS) ในจังหวัดสตึงเตรงนับเป็นแนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัว ความยั่งยืน และความมั่นคงของมนุษย์ในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ภาวะไม่มั่นคงด้านน้ำและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศที่เพิ่มขึ้น ชุมชนท้องถิ่นได้พัฒนายุทธศาสตร์การปรับตัวเชิงนวัตกรรมที่ผสมผสานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การฟื้นฟูระบบนิเวศ การอนุรักษ์โดยชุมชน และวิถีชีวิตที่ยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน
ประสบการณ์ของสตึงเตรงแสดงให้เห็นว่าแนวทางแก้ไขปัญหาโดยอิงธรรมชาติไม่เพียงมีส่วนช่วยด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคม ความเท่าเทียมทางเพศและการเสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชนด้วย ผู้หญิง ชนเผ่าพื้นเมือง ผู้พิการและกลุ่มชายขอบทางสังคมล้วนมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าจะยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายประการก็ตาม
ในขณะเดียวกัน การสร้างความสามารถในการฟื้นตัวในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน การลงทุนที่ต่อเนื่อง สิทธิ์ในที่ดินทำกินที่มั่นคง และการสนับสนุนเชิงสถาบันที่เข้มแข็ง การปรับตัวที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศเพียงอย่างเดียวแต่ยังต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในวงกว้างที่เกี่ยวข้องกับความยากจน เพศสภาพ การมีส่วนร่วมทางการเมือง และการเข้าถึงทรัพยากรอีกด้วย
ในขณะที่แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงทวีความรุนแรงทั่วทั้งลุ่มน้ำโขง ประสบการณ์ของจังหวัดสตึงเตรงจึงเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับการปรับตัวที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ด้วยการบูรณาการภูมิปัญญาดั้งเดิม การฟื้นฟูระบบนิเวศและการบริหารจัดการที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนนี้ ประเทศกัมพูชาจะสามารถมีส่วนช่วยในการสร้างอนาคตที่มีความสามารถในการฟื้นตัวและมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้นสำหรับภูมิภาคนี้ในระยะยาว
